เมื่อเวลา 09.05 น.วันที่ 31 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯอนุทิน” ถึงสถานการณ์การเมือง และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ ว่า ตนไม่เคยหนีสภาฯ และเวลานี้ควรจะอยู่บนบัลลังก์ที่สภาฯเพื่อฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน แต่เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมาขณะที่เราพยายามตกลงเวลาทางพรรคฝ่ายค้านไม่สามารถตกลงเงื่อนไขกับรัฐบาล ซึ่งจริงๆเวลาไม่ใช่ปัญหาสัปดาห์ทั้งสัปดาห์ตนก็อยู่ไม่ได้ไปไหนรัฐมนตรีทุกคนตนสั่งไว้แล้วว่าห้ามเดินทางในช่วงสัปดาห์นี้ มันไม่เคยมีปรากฏการณ์ที่ตกลงเวลาอภิปรายไม่ได้ แต่พออภิปรายไม่ได้ก็รีบมาโทษรัฐบาลว่าหนีสภาฯ
“ยืนยันว่า ไม่มีเล่นแง่ และการเดินทางไปพบผู้นำประเทศต่างๆที่ฝ่ายค้านบอกว่าเดินทางไปต่างประเทศแล้วได้อะไร เวลานี้ได้มา 1.7 ล้านล้านบาท ได้การส่งออกที่เพิ่มขึ้น 20% ได้การลงทุนและการขยายกำลังการผลิตของบริษัท ที่กำลังลังเลว่าจะไปหรือไม่ไปจากประเทศไทย รัฐบาลชุดนี้ไปบอกว่าให้เชื่อมั่นประเทศไทยและอย่าไป รวมถึงเปลี่ยนความเชื่อถือของสถาบันการจัดลำดับความน่าเชื่อถือ จากที่มองภาพลบกลายเป็นมีเสถียรภาพ” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนการที่ไม่เข้าสภาฯ เพราะมีภารกิจ ถ้าไม่มีภารกิจก็เข้า ที่บอกว่าไม่ไปตอบกระทู้เพราะว่ามีรองนายกฯที่มอบหมายงาน และนโยบายไว้แล้ว หากกระทู้ถามตรงกับรัฐมนตรีคนไหน เขาก็ไปตอบ หรือถ้าเป็นข้อกฎหมายเชิงลึก ก็ต้องมอบหมายนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ไปตอบ ยืนยันว่า ไม่ได้ทำอะไรที่ขาดตกบกพร่องจากความรับผิดชอบที่ทำอยู่ในฝ่ายบริหารต้องบริหารประเทศ และมอบหมายรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจที่รัฐบาลพึงกระทำ
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ไม่ว่ารัฐบาลกับฝ่ายค้านจะเห็นต่างกันเพียงใด การบริหารประเทศต้องมาก่อนเกมการเมือง การเมืองสำหรับตนไม่ใช่แม้แต่ลำดับสอง แต่เป็นเรื่องท้ายๆ หากต้องเลือกระหว่างการตอบโต้ทางการเมือง กับภารกิจที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศจะเลือกอย่างหลัง และการเล่นการเมืองที่บูลลี่ ด้อยค่าและใช้วาทกรรม จะวางเป็นลำดับท้ายสุด หรือไม่ควรวางด้วยซ้ำ และไม่ให้ความสำคัญตรงนั้น แต่จะเอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาพูดกับประชาชน ซึ่งมาตรฐานการทำงานของฝ่ายค้าน ขอยกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ เป็นตัวอย่างว่าทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และวิจารณ์รัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่ยังให้เกียรติกัน และไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย เพราะตรวจสอบรัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้วาทกรรมด้อยค่า หรือบูลลี่บุคคล
“วันนี้ผมยังเรียกนายอภิสิทธิ์ ว่าท่านนายกฯเพราะเป็นการให้เกียรติกัน และท่านก็ไม่เคยพูดว่าโง่ ห่วย เลว และไม่เคยได้ยินนายอภิสิทธิ์ เรียกผมว่าไอ้หนูในสภาฯ ตรงนี้เป็นเรื่องของวุฒิภาวะที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนที่พูดเรื่องของค่าน้ำชา ตนจะดำเนินคดีเพื่อให้หลาบจำ ถ้ากล่าวหาว่าตนบริหารบ้านเมืองไม่ดี ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาได้ ตรงนี้จะไม่ฟ้อง แต่ถ้ามากล่าวหาว่าตนมีเงิน 7 ล้านบาท อยู่ในบัญชีธนาคารกสิกรไทย เพื่อเป็นค่าน้ำชา ตรงนี้ตนฟ้อง เพราะไม่ใช่การตรวจสอบการทำงาน แต่เป็นเรื่องของการกล่าวหาให้ร้ายหมิ่นประมาท และทำให้ผู้คนเข้าใจผิด และอย่าอ้างแก้เกี้ยวว่าแชร์เพื่อตรวจสอบ เพราะวิธีการตรวจสอบมีอีกเยอะ การกระทำตรงนี้สะท้อนวุฒิภาวะ ประสบการณ์ และทัศนคติสภาพจิตใจ ซึ่งเชื่อว่าลึกๆ เขาก็เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องจริง แต่เอาการเมืองมานำบ้านเมืองเพื่อที่จะบูลลี่ไม่ได้
เมื่อถามว่า ที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าไม่อภิปรายพรรคเพื่อไทยเป็นการเสี้ยมให้แตกกันในรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คิดทำไมให้ปวดหัว เพราะรัฐบาลยังมีเสถียรภาพ และไม่ได้ทำอะไรให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติ แต่ทำสิ่งที่ให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจึงไม่กังวลว่าจะเลือกอภิปรายใคร หรือเว้นใคร หากฝ่ายค้านจะอภิปรายตนเพียงคนเดียวก็ถือว่าครอบคลุมความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งหมดแล้ว
ที่มา: เดลินิวส์