ครม.เงา “ณัฐพงษ์” ประณามเหตุทำร้ายแกนนำแรงงานข้ามชาติ แฉไทยถูกใช้เป็นพื้นที่รีดเงินแรงงานเมียนมา ซัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน–โซลาร์ล้านหลังพบ 120 บริษัทถือหุ้นไขว้ หวั่นกินหัวคิว 3 หมื่นบาทต่อหลัง
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงถึงปัญหาการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ โดยระบุว่า พรรคขอประณามเหตุทำร้ายแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมและตัวแทนแรงงานข้ามชาติ บริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนินนอก พร้อมย้ำว่า ไม่ว่าผู้ชุมนุมจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไร การใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม และประชาธิปไตย ทั้งนี้ การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของไทยมีข้อเท็จจริงสำคัญ 3 ประการ คือ แรงงานข้ามชาติมีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจไทย หากขาดแคลนย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน ระบบบริหารจัดการแรงงานยังมีปัญหาการรั่วไหลและข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะกระบวนการขึ้นทะเบียนและการออกเอกสารรับรองบุคคล หรือ Certificate of Identity (CI) อีกประเด็นที่น่ากังวล คือการปล่อยให้รัฐบาลประเทศต้นทางเข้ามาเรียกเก็บเงินจากแรงงานที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย จนเกิดคำถามว่ารัฐบาลไทยกำลังเปิดช่องให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาหาผลประโยชน์จากแรงงานในอาณาเขตไทยหรือไม่
หัวหน้าพรรคประชาชน ย้ำว่า ปัญหาการรั่วไหลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทุกฝ่าย ทั้งแรงงานไทย ผู้ประกอบการไทย และแรงงานข้ามชาติ จึงจำเป็นต้องจัดระบบใหม่ให้แรงงานทุกสัญชาติได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน มีค่าจ้างเป็นธรรม สภาพแวดล้อมการทำงานปลอดภัย ไม่ถูกบังคับใช้แรงงานหรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ประเทศไทยควรยกระดับให้สอดคล้องกับการเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
นายณัฐพงษ์ เสนอแนวทางแก้ไข 3 ด้าน ได้แก่ จัดทำฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติให้ชัดเจน ทั้งจำนวน สัญชาติ อุตสาหกรรมที่ทำงาน สถานะเอกสาร และจำนวนแรงงานนอกระบบ รวมถึงทบทวนอาชีพสงวนให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานจริง
และสร้างกลไกให้แรงงานข้ามชาติเรียนรู้ภาษาไทยและปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของสังคมไทย เพื่อลดความขัดแย้งในระยะยาว
ด้านนางนิลุบล พงษ์พยอม ตัวแทนกลุ่มนายจ้างสีขาว เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียนแรงงานเมียนมาผ่านกระบวนการ CI มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทางเดิมอยู่ที่ 310 บาท ก่อนปรับขึ้นเป็น 710 บาท และล่าสุดเพิ่มเป็น 2,670 บาท โดยที่ผ่านมา กลุ่มนายจ้างได้ทำหนังสือสอบถามกรมการจัดหางาน รวมถึงมีการหารือในคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคง โดยเชิญอธิบดีกรมการจัดหางานและตัวแทนกลุ่มนายจ้างเข้าชี้แจง ซึ่งได้รับข้อมูลว่าเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นการเรียกเก็บภาษีจากทางการเมียนมา และนำมารวมอยู่ในสลิปชำระเงิน โดยไม่มีการชี้แจงรายละเอียดให้ผู้ประกอบการและแรงงานทราบอย่างชัดเจน ทั้งนี้ แม้จะชำระค่าธรรมเนียมผ่านร้านสะดวกซื้อแล้ว แต่เมื่อเข้าไปดำเนินการที่ศูนย์ CI ยังพบปัญหานายหน้าชาวเมียนมาเรียกเก็บเงินในลักษณะค่าส่วยหรือ “คิวผี” ตั้งแต่ 1,350–1,500 บาท หากไม่จ่ายก็ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้
นอกจากนี้ ยังมีการเรียกเก็บเงินจากแรงงานอีก 2% ของประมาณการรายได้ หรือเฉลี่ยประมาณ 6,000 บาทต่อคน โดยอ้างว่าเป็นเงินนำส่งรัฐบาลทหารเมียนมา ผ่านการโอนเข้าระบบทรูมันนี่ ก่อนนำไปชำระต่อที่ร้านสะดวกซื้อ ส่งผลให้แรงงานที่ไม่มีเงินต้องพึ่งพานายจ้างช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน
“ปัจจุบันเรามีแรงงานที่ต้องทำ CI ราว 7 แสนคน ส่วนคนที่หนังสือเดินทางใกล้หมดอายุมีอีกประมาณล้านกว่าคน ทั้งที่ผู้ประกอบการพยายามทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมาย แต่กลับต้องเจอค่าใช้จ่ายที่ถูกบีบบังคับจากรัฐบาลทหารเมียนมา ในช่วงที่ผู้ประกอบการเองก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม หากไม่ดำเนินการ แรงงานก็ไม่สามารถทำงานต่อได้ และอาจนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนแรงงานหนักขึ้น” นางนิลุบลกล่าว
ด้านนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า หลักการสำคัญของระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติควรเป็นกระบวนการที่ง่าย รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายเหมาะสม เพื่อให้นายจ้างและแรงงานสามารถเข้าถึงได้ แต่ระบบของไทยกลับมีปัญหาตรงกันข้าม คือช้า ยาก และแพง ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝงที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการและแรงงาน แต่ยังเปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน
และทำให้ภาครัฐไม่สามารถมีฐานข้อมูลที่แท้จริงว่า ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติจำนวนเท่าใด และกระจายอยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง พร้อมตั้งคำถามว่า การเรียกเก็บเงินซ้ำซ้อน ค่าส่วย และคิวผีที่เกิดขึ้นในศูนย์ CI เท่ากับเป็นการใช้พื้นที่ประเทศไทยอำนวยความสะดวกให้รัฐบาลทหารเมียนมาเรียกเก็บเงินจากแรงงานหรือไม่ พร้อมย้ำว่า กระทรวงแรงงานไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้
สำหรับแนวทางแก้ไข เสนอให้ดำเนินการระยะสั้นด้วยการปฏิรูปศูนย์ CI และให้รัฐบาลไทยกำกับดูแลอย่างแท้จริง ระยะกลางควรพิจารณาว่ายังจำเป็นต้องมีศูนย์ CI หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาไทยเคยดำเนินการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์และขึ้นทะเบียนแรงงานเองได้ ส่วนระยะยาวควรปฏิรูประบบบริหารแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ ทั้งกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว
ส่วนนายพิศาล มาณวพัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนแนวทางการทูตของไทยที่เกรงใจผู้นำทหารเมียนมามากเกินไป จนทำให้ประเทศไทยเสียศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของชาติ พร้อมยกตัวอย่างปัญหากระสุนและระเบิดจากการสู้รบในเมียนมาที่ล้ำเข้ามายังฝั่งไทย รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ครม.เงาจึงเสนอให้รัฐบาลไทยดำเนินการ 5 แนวทาง ได้แก่ 1.ยึดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและแรงงานที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมา 2.แจ้งฝ่ายเมียนมาอย่างเป็นทางการว่า การเรียกเก็บภาษีแรงงาน 2% ของรายได้ในประเทศไทย มีข้อกังวลด้านความสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย-เมียนมา ซึ่งลงนามตั้งแต่ปี 2545 ข้อ 3 ผ่อนปรนเรื่องเอกสารแสดงอัตลักษณ์ส่วนบุคคลชั่วคราว เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการและลดปัญหาแรงงานนอกระบบ 4. ทบทวนแนวนโยบายการทูตแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งมองว่าอาจทำให้ไทยเสียเปรียบและเสียผลประโยชน์ 5. เร่งแก้ปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนจากเมียนมา ทั้งกระสุนตก ยาเสพติด และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยมุ่งแก้ไขที่ต้นตอของความขัดแย้งระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์
ขณะเดียวกัน นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือน วงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือนว่า แม้รัฐบาลประกาศว่าโครงการเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกผู้ติดตั้งได้อย่างอิสระ ไม่มีการล็อกโควตาให้รายใดรายหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีข้อจำกัดตั้งแต่กระบวนการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการ
เดิมมีบริษัทสนใจลงทะเบียนประมาณ 600 ราย แต่เมื่อรัฐบาลกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการต้องวางหลักประกันรวมกว่า 60,000 บาทต่อหลังคาเรือน ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากถอนตัว โดยประเมินว่าบริษัทติดตั้งโซลาร์ประมาณ 60–70% ตัดสินใจออกจากโครงการ จนเหลือผู้ให้บริการเพียง 100 กว่าราย
เมื่อพรรคตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่ยังอยู่ในระบบ พบข้อสังเกตสำคัญหลายประการ ได้แก่ บริษัทมากกว่า 60 แห่งมีที่อยู่ซ้ำกัน และเมื่อตรวจสอบรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้น พบว่ามีบริษัทมากกว่า 120 แห่งที่มีชื่อและนามสกุลของกรรมการหรือผู้ถือหุ้นซ้ำกัน รวมถึงมีลักษณะการถือหุ้นไขว้กัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างดังกล่าวอาจทำให้บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกันมีโอกาสรับงานภายในโครงการ และทำให้จำนวนผู้ให้บริการที่ปรากฏในระบบไม่ได้สะท้อนการแข่งขันอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังมีข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกเก็บส่วนต่างหรือหักหัวคิวประมาณ 30,000 บาทต่อหลังคาเรือน ซึ่งพรรคเห็นว่ารัฐบาลต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าเงินกู้ 50,000 ล้านบาทจะถูกส่งต่อไปยังผู้ประกอบการรายใดบ้าง และมีระบบตรวจสอบการใช้เงินอย่างไร
“ถ้ารัฐบาลไม่สามารถคลายข้อสงสัยให้กับสังคม ไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่าเงินกู้ 50,000 ล้านบาทเป็นของประชาชนจริง ๆ และไม่หายไประหว่างทาง ก็อยากเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการนี้” นายศุภโชติกล่าว
นายศุภโชติ ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องราคาติดตั้งว่า ระบบโซลาร์ที่มีลักษณะและอุปกรณ์ใกล้เคียงกันในตลาดเอกชนมีราคาอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท บวกลบ แต่ราคาที่ผ่านหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในโครงการกลับอยู่ที่ประมาณ 140,000 บาท ทำให้เกิดคำถามว่าส่วนต่างประมาณ 30,000–40,000 บาทต่อหลังคาเรือนเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใด โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลสนับสนุนเงินให้ประชาชนอีก 50,000 บาทต่อครัวเรือน จึงต้องชี้แจงให้ชัดว่าเงินอุดหนุนดังกล่าวถูกนำไปใช้ในส่วนใดบ้าง
และมีส่วนต่างที่อาจตกไปอยู่กับผู้รับเหมาหรือผู้ประกอบการรายใดหรือไม่ ทั้งนี้ พรรคติดตามโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมนำข้อมูลไปใช้ตรวจสอบในทุกเวทีของรัฐสภา รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องไปยังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้กำกับดูแลการใช้เงินกู้ ให้ตรวจสอบการดำเนินโครงการอย่างจริงจัง และชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายทางการเมืองหรือกลุ่มทุน
ด้านนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลภูมิใจไทยมักประกาศว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยและพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ แต่เมื่อดำเนินโครงการที่ใช้เงินกู้กลับเกิดข้อวิจารณ์เรื่องการกำหนดเงื่อนไขและราคากลาง รวมถึงข้อสงสัยเรื่องการหักหัวคิว พร้อมมองว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานควรเป็นโอกาสสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ ไม่ใช่เพียงการนำเงินกู้จำนวนมากไปใช้จัดซื้อหรือจ้างงานโดยที่ผู้ประกอบการไทยไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการลงทุนด้านระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) มิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพพัฒนาได้ แต่กลับยังไม่มีนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง
นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน รวมถึงแบตเตอรี่โซเดียมไอออนที่ใช้วัตถุดิบจากเกลือ แต่ผลงานวิจัยจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถต่อยอดสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ เพราะขาดการสนับสนุนด้านการขยายกำลังการผลิตและการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. ซึ่งมีกรอบเวลาการใช้เงินภายในเดือนธันวาคม 2570 อาจกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้รัฐบาลเร่งใช้จ่ายโดยไม่ได้วางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
นายวีระยุทธ กล่าวว่า รัฐบาลควรใช้การลงทุนด้านพลังงานเป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้เงินจำนวนมากไหลไปกระตุ้นเศรษฐกิจต่างประเทศหรือเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายหน้าที่เข้ามารับช่วงงาน ทั้งนี้ พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติและโครงการโซลาร์ภาคประชาชนอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้
ที่มา: INN