'โสภณ'สั่งริบอำนาจประธาน กมธ.ห้ามเรียกบุคคลมาชี้แจงตามอำเภอใจ

'โสภณ'สั่งริบอำนาจประธาน กมธ.ห้ามเรียกบุคคลมาชี้แจงตามอำเภอใจ

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ถึงกรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการใช้อำนาจของประธานกรรมาธิการสามัญชุดต่างๆของสภาผู้แทนราษฎร ในการเรียกบุคคลต่างๆมาให้ข้อมูลต่อ กมธ. มีข้อถกเถียงเรื่องการใช้อำนาจประธาน กมธ.เรียกบุคคลมาชี้แจง โดยไม่ผ่านมติของ กมธ. ซึ่งเมื่อวันที่ 21ต.ค.69 มีการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธาน กมธ. ทั้ง 35คณะ เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงานของ กมธ.ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งเรื่องขอบเขตอำนาจหน้าที่ อำนาจการบรรจุระเบียบวาระการประชุม การกำหนดเรื่องพิจารณา การเชิญบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล การใช้อำนาจเรียกของ กมธ.

มีแนวทางข้อสรุปการดำเนินงานของ กมธ.ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันดังนี้ 1.การตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กมธ. จะต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กมธ. โดย กมธ.แต่ละคณะต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษร ควบคู่กับเจตนารมณ์ของกฎหมาย มิอาจตีความขยายขอบเขตอำนาจจนซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของ กมธ.คณะอื่นได้ ทั้งนี้หากการพิจารณาเรื่องใดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กมธ.ตั้งแต่ 2คณะขึ้นไป จะให้เจ้าหน้าที่รายงานเรื่องดังกล่าวต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยุติการพิจารณาเรื่องดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อน และเรียกประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภากับประธาน กมธ.คณะที่เกี่ยวข้อง ตกลงกันจะให้กมธ.ชุดใดพิจารณาพิจารณาเรื่องนั้นๆ หากไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ประธานสภาเป็นผู้กำหนด

2.การนัดประชุมของ กมธ. ให้กำหนดโดยมติที่ประชุม กมธ.ในการประชุมนัดแรก เพื่อกำหนดการประชุม กมธ.ประจำสัปดาห์ และให้ประธาน กมธ.มีอำนาจนัดประชุมเป็นพิเศษได้เมื่อเห็นสมควร หากเป็นเรื่องพิจารณาเร่งด่วน โดยมิใช่การนัดประชุมต่อเนื่องเป็นประจำทุกสัปดาห์

3.การบรรจุระเบียบวาระการประชุม ประธาน กมธ.ไม่อาจเปลี่ยนแปลงวาระการประชุมที่กำหนดโดยมติที่ประชุมได้ แม้ประธาน กมธ.จะมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระการประชุมได้ แต่มิได้หมายความว่า จะใช้อำนาจดังกล่าวอย่างไม่มีข้อจำกัด โดยประธาน กมธ.มีย่อมมีเพียงอำนาจบรรจุระเบียบวาระการประชุม กมธ.ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ กมธ. แต่ไม่มีอำนาจบรรจุระเบียบวาระพิจารณา หรือกำหนดให้เชิญบุคคล หรือหน่วยงานต่างๆมาชี้แจง โดยไม่มีมติ กมธ.ได้

4.การใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารของ กมธ. ไม่สามารถเรียกบุคคลหรือเอกสารได้ตามลำพัง ต้องอาศัยมติที่ประชุม กมธ.เท่านั้น แม้ในทางปฏิบัติ กมธ.อาจใช้ถ้อยคำว่า การเชิญ แทนการเรียก แต่ก็มีความหมายเดียวกันคือ การขอความร่วมมือโดยอาศัยฐานอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ แต่หาก กมธ.ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เชิญ และประสงค์ให้เกิดสภาพบังคับทางกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องดำเนินการเรียกบุคคลหรือเอกสารตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของพ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2568

ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบแนวทางดังกล่าวแล้ว เตรียมส่งหนังสือเวียนไปยังประธานกมธ.คณะต่างๆเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานของกมธ.อย่างเป็นทางการต่อไป

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ข่าวความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจของ กมธ.คือ กมธ.กฎหมายฯ ที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน พยายามเรียก น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และสามี มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้ทบทวนการทำงานของ กมธ.ที่ซ้ำซ้อนกัน เรื่องเดียว กมธ.จะสอบหลายชุด , กมธ.ไม่ใช่เครื่องมือของประธานคนเดียวที่จะเรียกใครมาสอบก็ได้

ขณะที่ฝ่ายค้านคัดค้านท่าทีของนายศุภชัย โดยมองว่า กมธ.เป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายค้านในการตรวจสอบ.

ที่มา: เดลินิวส์