ประธานสภาฯ วางกรอบเข้มห้ามประธาน กมธ. ใช้อำนาจเรียก-บรรจุวาระฝ่ายเดียว ต้องอาศัยมติองค์คณะ

ประธานสภาฯ วางกรอบเข้มห้ามประธาน กมธ. ใช้อำนาจเรียก-บรรจุวาระฝ่ายเดียว ต้องอาศัยมติองค์คณะ

ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ 35 คณะ ห้ามประธาน กมธ. ใช้อำนาจเพียงลำพังในการบรรจุระเบียบวาระ หรือเรียกบุคคลและเอกสาร โดยต้องอาศัย ‘มติองค์คณะ’ เท่านั้น ขณะที่กรณีเรื่องพิจารณามีความเกี่ยวข้องกันตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป หากตกลงกันไม่ได้ ให้ประธานสภาฯ เป็นผู้ชี้ขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภาว่า สืบเนื่องจากการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธาน กมธ. สามัญของสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันนั้น

ล่าสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งขอให้มีการแจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติไปยังบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อซักซ้อมความเข้าใจและยึดถือปฏิบัติ รวมถึงแจ้งให้ กมธ. แต่ละคณะรับทราบ โดยมีรายละเอียดแนวทางที่สำคัญดังนี้

การตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจ กมธ.

การปฏิบัติหน้าที่ของ กมธ. ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 90 วรรคหนึ่ง โดยต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร และต้องตีความตามตัวอักษรควบคู่กับเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการก้าวล่วงหรือซ้ำซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของ กมธ. คณะอื่น

สำหรับกรณี ‘เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน’ ซึ่งหมายถึงเรื่องพิจารณาที่อยู่ในขอบเขตอำนาจตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป จะต้องดำเนินการตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 โดยมีขั้นตอนคือ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบและรายงานต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นประธานสภาฯ อาจสั่งให้ยุติการพิจารณาไว้ชั่วคราว และนัดประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาฯ กับประธาน กมธ. ที่เกี่ยวข้อง

ในการประชุมร่วมดังกล่าว อาจตกลงแนวทางดำเนินการร่วมกันได้หลายวิธี เช่น ให้ประธาน กมธ. คณะใดคณะหนึ่งเป็นประธานดำเนินการ, ให้คณะใดคณะหนึ่งเป็นหลักโดยมีคณะอื่นส่งตัวแทนเข้าร่วม หรือแนวทางอื่นตามที่เห็นชอบร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หากตกลงกันไม่ได้ ให้ประธานสภาฯ เป็นผู้ชี้ขาด

การนัดประชุมคณะกรรมาธิการ

การกำหนดนัดประชุมประจำสัปดาห์ต้องเป็นไปตามมติในที่ประชุมนัดแรก ส่วนการ ‘นัดประชุมเป็นพิเศษ’ นอกเหนือจากเวลาปกติ ประธาน กมธ. สามารถกระทำได้เมื่อมีเรื่องเร่งด่วน แต่จะนัดประชุมเป็นพิเศษในลักษณะต่อเนื่องเป็นประจำทุกสัปดาห์ไม่ได้

นอกจากนี้ หาก กมธ. งดการประชุมไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง ประธาน กมธ. มีอำนาจเรียกประชุมตามวันและเวลาที่เคยมีมติไว้ได้ เพื่อให้การประชุมสามารถดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้ ก่อนการนัดประชุม ประธาน กมธ. ควรหารือกับองค์คณะเพื่อตรวจสอบความพร้อมขององค์ประชุมผ่านช่องทางต่างๆ

การบรรจุระเบียบวาระ และอำนาจการเรียกบุคคลหรือเอกสาร

แนวทางใหม่กำหนดให้การบรรจุระเบียบวาระต้องเป็นไปตาม ‘มติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการ’ เท่านั้น ประธาน กมธ. ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงวาระที่กำหนดโดยมติที่ประชุมได้ และแม้ประธาน กมธ. จะมีอำนาจในการบรรจุวาระ แต่จะบรรจุได้เฉพาะเรื่องแจ้งที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ หรือเรื่องอื่นๆ เพื่อให้ กมธ. ร่วมกันพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ประธาน กมธ. ไม่มีอำนาจบรรจุวาระเรื่องพิจารณา หรือกำหนดให้เชิญบุคคลหรือหน่วยงานใดมาชี้แจงโดยปราศจากมติขององค์คณะ

เช่นเดียวกับ ‘อำนาจเรียก’ บุคคลหรือเอกสาร ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการ ประธาน กมธ. จึงไม่มีอำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารได้โดยลำพัง การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยมติของที่ประชุมเท่านั้น

ในกรณีที่ กมธ. ใช้คำว่า ‘เชิญ’ เพื่อขอความร่วมมือ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และต้องการให้เกิดสภาพบังคับทางกฎหมาย กมธ. จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568

ที่มา: The Standard