รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ลงบ้านเกาะยางชิมปลาสดจากคลอง วอนอย่าเหมารวมทั้งจังหวัด หลังโดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก ขณะที่ชาวประมงเผยจับปลาได้แต่ขายไม่ได้
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 มีรายงานว่า นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่พบปะประชาชน ณ หมู่ที่ 9 บ้านเกาะยาง ตำบลโพธิ์งาม อำเภอประจันตคาม เพื่อให้กำลังใจชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากกระแสข่าวเกี่ยวกับสารปนเปื้อนในปลาและสัตว์น้ำของจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมวอนประชาชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดียอย่าเหมารวมปลาทั้งจังหวัดว่ามีสารปนเปื้อนจนไม่สามารถรับประทานได้
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายชนาธิป ได้ร่วมรับประทานปลาที่ชาวบ้านจับขึ้นมาจากคลองในพื้นที่ โดยนำปลาที่จับได้สด ๆ มาปรุงเป็นอาหารและรับประทานกัน ณ จุดดังกล่าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ปลาในบริเวณที่จัดกิจกรรมสามารถนำมารับประทานได้ตามความมั่นใจของรองผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่
ระหว่างเดินเยี่ยมพบปะประชาชนที่มาร่วมปรุงอาหารและเตรียมปลาให้รับประทาน นายชนาธิป ยังได้โชว์ทักษะการจับปลาและเตรียมเหวี่ยงแหในแหล่งน้ำ โดยเจ้าตัวกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเป็นลูกชาวนา เติบโตมากับวิถีชีวิตชนบท และชื่นชอบการจับปลามาตั้งแต่เด็ก ซึ่งจากลีลาการจับปลาที่คล่องแคล่วและทะมัดทะแมง แสดงให้เห็นถึงความคุ้นเคยกับวิถีชีวิตการจับปลาเป็นอย่างดี
โดย นายชนาธิป กล่าวถึงกระแสข่าวและการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสารปนเปื้อนในปลาและสัตว์น้ำของจังหวัดปราจีนบุรีว่า ไม่ควรเหมารวมว่าปลาจากจังหวัดปราจีนบุรีทั้งหมดมีสารเคมีหรือสารอันตรายจนไม่สามารถรับประทานได้
เนื่องจากจังหวัดปราจีนบุรีมีพื้นที่กว้างใหญ่ และแต่ละพื้นที่มีสภาพแวดล้อมและแหล่งน้ำที่แตกต่างกัน การกล่าวถึงปลาของจังหวัดปราจีนบุรีในภาพรวมอาจสร้างความเสียหายให้กับประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว
นายชนาธิป กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่สำคัญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของประเทศ มีประชาชนจำนวนมากประกอบอาชีพเลี้ยงปลาและทำประมง หากเกิดกระแสความกังวลจนผู้บริโภคไม่กล้ารับประทานปลา ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับการเดินทางมาพบปะประชาชนและรับประทานปลาในพื้นที่หมู่ที่ 9 บ้านเกาะยาง ตำบลโพธิ์งาม อำเภอประจันตคามครั้งนี้ นายชนาธิปกล่าวว่า เป็นการตอบรับคำเชิญจากนายธวัชชัย พรหมจันทร์ ผู้แทนสภาเกษตรกร ซึ่งสะท้อนถึงความอึดอัดใจและความท้อแท้ของชาวบ้านที่ประกอบอาชีพจับปลาและจำหน่ายปลา แต่กลับไม่สามารถขายปลาได้จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น โดยตั้งใจเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจประชาชน พร้อมรับประทานปลาในบรรยากาศเรียบง่าย เพื่อแสดงให้เห็นว่าจังหวัดปราจีนบุรียังมีพื้นที่ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้
นายชนาธิป กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการสร้างภาพ แต่ต้องการให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและเข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการแยกแยะพื้นที่ที่มีปัญหาคุณภาพน้ำออกจากพื้นที่ที่ยังไม่มีรายงานปัญหาดังกล่าว กระแสวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามกิจกรรมชิมปลาสร้างความเชื่อมั่น
ภายหลังการจัดกิจกรรมรับประทานปลาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม โดยมีการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้กิจกรรมรับประทานปลาเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำและสัตว์น้ำ
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือ การรับประทานปลาในกิจกรรมเพียงครั้งเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของปลาในทุกพื้นที่ได้ เนื่องจากแหล่งน้ำแต่ละแห่งมีสภาพแวดล้อมและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังจำเป็นต้องมีผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ประกอบ
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง มองว่าการลงพื้นที่ของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการให้กำลังใจประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบจากกระแสข่าว โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านที่จับปลาได้แต่ไม่สามารถจำหน่ายได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการตรวจสอบคุณภาพน้ำและสัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การสื่อสารข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง และไม่สร้างความเข้าใจผิดว่าปลาจากทุกพื้นที่ของจังหวัดมีความปลอดภัยหรือมีสารปนเปื้อนเหมือนกันทั้งหมด บางพื้นที่มีมาตรการห้ามบริโภคปลา รอผลตรวจกรมควบคุมมลพิษ
นายชนาธิป กล่าวว่า ขณะนี้บางพื้นที่มีมาตรการห้ามรับประทานปลาและสัตว์น้ำ โดยจังหวัดอยู่ระหว่างติดตามผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำจากกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งคาดว่าจะมีการแถลงผลในเร็ว ๆ นี้
หากผลตรวจพบว่าพื้นที่ใดมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายจริง จังหวัดจะต้องมีมาตรการควบคุมและห้ามบริโภคตามความเหมาะสม พร้อมดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรและชาวประมง เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาและสัตว์น้ำที่มีการปนเปื้อนส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่อาจมีการนำปลาจากพื้นที่ที่มีสารปนเปื้อนไปจำหน่ายในพื้นที่อื่น นายชนาธิปกล่าวว่า หากพบว่ามีอันตรายจริง ก็จะต้องมีมาตรการห้ามและควบคุมอย่างเหมาะสม พร้อมแนะนำให้เกษตรกรและชาวประมงระมัดระวังในการจำหน่ายสัตว์น้ำ ยืนยันเฉพาะพื้นที่ที่มีข้อมูลรองรับ เตรียมลงพื้นที่อำเภอต่าง ๆ
นายชนาธิป กล่าวว่า ในฐานะคนปราจีนบุรีและผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ มองเห็นประชาชนยังคงประกอบอาชีพหาปลาและดำเนินชีวิตตามปกติ แต่ย้ำว่าการสร้างความเชื่อมั่นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การยืนยันโดยปราศจากข้อมูลรองรับ พร้อมระบุว่า การเดินทางมารับประทานปลาในพื้นที่บ้านเกาะยาง ตำบลโพธิ์งามครั้งนี้ เป็นการยืนยันเฉพาะพื้นที่ที่มีความมั่นใจ โดยไม่ได้หมายความว่าปลาจากทุกพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรีจะปลอดภัยทั้งหมด
สำหรับพื้นที่อื่น ๆ เช่น อำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานผลตรวจพบสารบางชนิดในแหล่งน้ำ ขณะนี้ต้องรอผลตรวจล่าสุดเพื่อพิจารณาสถานการณ์และแนวทางดำเนินการต่อไป
นายชนาธิป กล่าวว่า หลังจากนี้จะเดินทางไปยังพื้นที่อำเภอต่าง ๆ หากมีโอกาส เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและฟื้นฟูภาพลักษณ์ของจังหวัด โดยจะยืนยันเฉพาะพื้นที่ที่มีข้อมูลและผลตรวจรองรับเท่านั้น หากพื้นที่ใดยังไม่มีความชัดเจน ก็จะไม่กล่าวยืนยันว่าปลอดภัย
พร้อมฝากถึงประชาชนและผู้ที่ติดตามข่าวสาร ให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน และไม่ควรเหมารวมปลาหรือสัตว์น้ำจากจังหวัดปราจีนบุรีทั้งหมดว่าไม่สามารถรับประทานได้ เพราะอาจสร้างความเสียหายให้กับประชาชนและผู้ประกอบอาชีพประมงที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
นอกจากนี้ ในระหว่างการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงกรณีที่มีข่าวลือว่าแหล่งน้ำบางแห่งที่อาจมีสารปนเปื้อนเป็นแหล่งน้ำเดียวกับที่นำไปใช้ผลิตน้ำประปา นายชนาธิปกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว จึงขอให้ระบุพื้นที่ให้แน่นอน เพื่อประสานตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ จังหวัดปราจีนบุรีอยู่ระหว่างติดตามผลตรวจคุณภาพน้ำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดมาตรการควบคุมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยต้องแยกแยะพื้นที่ที่มีปัญหาออกจากพื้นที่ที่ยังไม่มีรายงานปัญหาอย่างชัดเจน
เบื้องต้น ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 9 บ้านเกาะยาง ตำบลโพธิ์งาม อำเภอประจันตคาม เปิดเผยว่า หลังจากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ ทำให้มีปลาจำนวนมากหลุดออกจากบ่อและแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลให้มีปลาออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก
ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ประกอบอาชีพหาปลามาอย่างยาวนาน โดยจับปลาในแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียง ก่อนนำไปจำหน่ายยังตลาดสดในพื้นที่ เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว
แต่หลังจากเกิดกระแสข่าวเกี่ยวกับสารปนเปื้อนในปลาและสัตว์น้ำของจังหวัดปราจีนบุรี กลับพบว่าปลาที่จับมาได้ในช่วงหลังไม่ค่อยมีผู้รับซื้อ บางครั้งต้องนำปลาไปแจกฟรี เนื่องจากประชาชนเกิดความกังวลและไม่กล้ารับประทาน
ชาวบ้านรายดังกล่าว กล่าวว่า รู้สึกเดือดร้อนและอยากวิงวอนให้ประชาชนที่ติดตามข่าวสาร รวมถึงผู้ใช้โซเชียลมีเดีย อย่าเหมารวมว่าปลาจากทุกพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรีมีสารปนเปื้อนเหมือนกันทั้งหมด
พร้อมขอให้มีการแยกแยะข้อมูลเป็นรายอำเภอและรายพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านในพื้นที่ที่ไม่ได้มีรายงานปัญหาโดยตรง สามารถกลับมาจำหน่ายปลาและดำรงชีวิตได้ตามปกติ. ผู้นำชุมชนสะท้อนผลกระทบ. กระแสโซเชียลทำชาวบ้านเดือดร้อน
ผู้นำชุมชนในพื้นที่อำเภอประจันตคาม เปิดเผยว่า หลังจากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ตนเองและชาวบ้านบางส่วนต้องประสบปัญหาถูกน้ำท่วมตัดขาดจากเส้นทางสัญจรเป็นเวลากว่า 1-2 สัปดาห์ เมื่อสถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย สิ่งที่ชาวบ้านคาดหวังคือการกลับมาประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว
อย่างไรก็ตาม กลับพบว่าปลาที่จับได้จำนวนมากไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ตามปกติ เนื่องจากผู้บริโภคเกิดความกังวลเกี่ยวกับสารปนเปื้อนในปลา จากกระแสข่าวและการแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดียที่กล่าวถึงปัญหาสารพิษในจังหวัดปราจีนบุรี
ผู้นำชุมชน กล่าวว่า ในหมู่บ้านมีชาวบ้านจำนวนมากประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 50-60 ปี ซึ่งยึดอาชีพจับปลาในคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติมาอย่างยาวนาน บางหมู่บ้านมีประชาชนเกือบครึ่งหนึ่งที่ดำรงชีพด้วยการขายปลา
เมื่อเกิดกระแสความกังวลเกี่ยวกับสารปนเปื้อน ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถขายปลาได้ตามปกติ ทั้งที่ยังต้องมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนอย่างหนัก
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ผู้ซื้อจากต่างจังหวัดติดต่อรับซื้อปลาในพื้นที่ปราจีนบุรี แต่เสนอราคาต่ำกว่าปลาจากพื้นที่อื่นอย่างมาก โดยยกตัวอย่างราคาปลาปราจีนบุรีที่เสนอซื้อในราคาเพียงกิโลกรัมละ 18 บาท ขณะที่ปลาจากจังหวัดอื่นมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 35-40 บาท สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับชาวประมงในพื้นที่
ผู้นำชุมชน ยังกล่าวถึงความรู้สึกของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีการกล่าวถึงจังหวัดปราจีนบุรีในภาพรวม จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความกังวลและไม่กล้ารับประทานปลา แม้ปลาจะมาจากพื้นที่ที่ไม่ได้มีโรงงานอุตสาหกรรมหรือแหล่งกำเนิดมลพิษโดยตรงก็ตาม
โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอประจันตคาม ซึ่งในหมู่บ้านของตนไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายกิจการตามประเภท 105 และ 106 จึงต้องการให้มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน และไม่ควรเหมารวมว่าปลาจากทุกพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรีมีสารปนเปื้อนเหมือนกันทั้งหมด ชี้แหล่งน้ำประจันตคามมาจากเขาใหญ่ มั่นใจพื้นที่ชุมชนไม่มีสารปนเปื้อน
ผู้นำชุมชน อธิบายว่า พื้นที่อำเภอประจันตคาม โดยเฉพาะตำบลโพธิ์งาม มีลักษณะภูมิประเทศที่น้ำไหลจากพื้นที่สูงลงสู่พื้นที่ต่ำ โดยน้ำจากป่าและอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะไหลผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี จึงเชื่อว่าโอกาสที่น้ำจากพื้นที่ปลายน้ำจะไหลย้อนกลับขึ้นมายังพื้นที่ต้นน้ำเป็นไปได้ยาก พร้อมระบุว่าพื้นที่ชุมชนของตนไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม และมั่นใจว่าแหล่งน้ำในพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสารปนเปื้อนที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้
ส่วนกรณีที่พบเห็นน้ำมีสีดำหรือมีกลิ่นในบางช่วงเวลา ผู้นำชุมชนระบุว่าอาจเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น ใบไม้ หญ้า และเศษพืชที่เน่าเปื่อยสะสมในแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความแตกต่างระหว่างน้ำที่เกิดจากหญ้าเน่าและน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน ผู้นำชุมชนกล่าวว่า น้ำอาจมีสีดำคล้ายกัน แต่กลิ่นอาจแตกต่างกัน โดยกลิ่นจากหญ้าเน่าจะมีลักษณะหนึ่ง ขณะที่กลิ่นจากสารเคมีอาจมีความฉุนและแสบจมูก
อย่างไรก็ตาม ผู้นำชุมชนยอมรับว่า ไม่สามารถระบุคุณภาพน้ำหรือยืนยันสารปนเปื้อนได้อย่างชัดเจน เนื่องจากไม่ได้มีการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ในพื้นที่
พร้อมย้ำว่า แม้ตนเองและชาวบ้านจะมีความมั่นใจในสภาพแวดล้อมของชุมชน แต่ก็เห็นว่าควรมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนภายนอกพื้นที่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น วอนผู้นำชุมชน 718 หมู่บ้านร่วมเป็นหูเป็นตา ป้องกันปัญหามลพิษ
ผู้นำชุมชนยังเรียกร้องให้ผู้นำชุมชนทั้ง 7 อำเภอ 64 ตำบล และ 718 หมู่บ้านในจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกันเฝ้าระวังและปกป้องชุมชนของตนเอง โดยทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาในการตรวจสอบปัญหาสิ่งแวดล้อม หากพบการลักลอบปล่อยสารเคมี การจัดการขยะหรือของเสียที่ไม่ถูกต้อง ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหามลพิษและผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต
วันนี้ชาวปราจีนบุรีกำลังเผชิญกับความเดือดร้อนจากหลายด้าน ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประชาชนที่ประกอบอาชีพเล็ก ๆ อยู่ตามชุมชน ซึ่งอาจไม่ใช่กลุ่มที่ถูกพูดถึงในข่าว แต่กลับได้รับผลกระทบอย่างหนัก จึงอยากวิงวอนให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน และช่วยกันฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง.
ที่มา: ไทยรัฐ