“บุ๋ม ปนัดดา” แจ้งเอาผิดสามี-ช่างเอ๋ฉ้อโกง 50 ล้าน กองปราบฯล้างห้องขังรอ!

“บุ๋ม ปนัดดา” แจ้งเอาผิดสามี-ช่างเอ๋ฉ้อโกง 50 ล้าน กองปราบฯล้างห้องขังรอ!

วันที่ 3 พ.ย. 2569 พลตำรวจตรี พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยว่าวันนี้ “บุ๋ม ปนัดดา” ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามให้ดำเนินคดีกับ นายอธิป สามี และ ช่างเอ๋ ผู้รับเหมาก่อสร้างในฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกง รวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท

โดย “บุ๋ม ปนัดดา” ได้นำเอกสารจำนวนมากมามอบให้พนักงานสอบสวนพร้อมให้การในเบื้องต้น ซึ่งหลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะต้องเรียก “บุ๋ม ปนัดดา” เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมรวมถึง นายอธิปและช่างเอ๋ เข้าให้ปากคำในฐานะผู้ถูกกล่าวหา

ส่วนกรณีปลอมลายเซ็น ขณะนี้ “บุ๋ม ปนัดดา” ยังไม่ได้เข้าแจ้งความเอาผิดบุคคลใด โดยเบื้องต้นเชื่อว่า จะเข้าแจ้งความเอาผิดในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวน จะรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อตรวจสอบ รายละเอียดทั้งหมด ว่าพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาเป็นไปตามที่ “บุ๋ม ปนัดดา” แจ้งความดำเนินคดีไว้หรือไม่เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขณะที่พนักงานสอบสวนได้เรียกหนุ่ม กรรชัย-พุทธะ อภิวันท์ เข้าให้ปากคำวันนี้ด้วยเช่นกัน ในฐานะผู้ร่วมบริจาคเงินให้มูลนิธิองค์กรทำดี

ขณะที่บรรยากาศที่อาคารศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้สื่อข่าวสังเกตพบว่า ที่ห้องควบคุมผู้ต้องหา กองบังคับการปราบปราม มีแม่บ้านทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูพื้นภายในห้องขัง ชาย/หญิงที่แยกขังผู้ต้องหา มากกว่าปกติทุกวันที่เคยทำประจำแค่ช่วงเช้าเท่านั้น โดยแม่บ้านบอกว่าสงสัยจะมีคดีใหญ่มาใช้บริการเร็วๆ นี้

ด้านนายพุทธ อภิวรรณ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน กรณีบริจาคเงินให้มูลนิธิองค์กรทำดี โดย นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี โดยเปิดเผยว่าตนเองทยอยบริจาคเงินรวมทั้งหมดประมาณ 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2568 โอนครั้งละประมาณ 1-2 แสนบาท รวมเป็นยอดเงินประมาณ 800,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือตามที่ “บุ๋ม ปนัดดา” ได้ประกาศผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น กรณีน้ำท่วมและช่วยเหลือช่วงสถานการณ์ชายแดน สำหรับการมาพบเจ้าหน้าที่วันนี้ ยืนยันว่ามาในฐานะพยาน ไม่ได้มาแจ้งความหรือเป็นผู้เสียหาย ส่วนประเด็นที่ว่าเงินบริจาคได้ถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ยอมรับว่าไม่ทราบ แต่ด้วยความที่เห็น “บุ๋ม ปนัดดา” ลงพื้นที่หน้างานจริง จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ให้ไว้ และที่ผ่านมาไม่ได้รีเช็กกลับไปที่มูลนิธิฯ เพราะเชื่อว่าผู้บริจาคหลายคนคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น และไม่คิดว่า “บุ๋ม ปนัดดา” จะมาถึงจุดนี้ได้

เมื่อถามถึงกรณีที่เส้นทางการเงินอาจถูกนำไปใช้ซื้อที่ดินหรือสร้างพูลวิลลา รวมถึงนำไปสร้างศาลเจ้ามูลค่ากว่า 10 ล้านบาท นายพุทธแสดงความเห็นว่า ตำรวจน่าจะนำยอดเงินบริจาคในช่วงรอยต่อปี 2568-2569 ไปเทียบเคียงกับเส้นทางการเงินของมูลนิธิฯ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร และยอมรับว่าในฐานะผู้บริจาคย่อมรู้สึกไม่โอเค หากเงินที่ตั้งใจนำไปช่วยเหลือประชาชนกลายไปเป็นพูลวิลลาหรือซื้อที่ดิน โดยเฉพาะการนำไปสร้างศาลเจ้า

ขณะที่นายนิติธร แก้วโต หรือทนายเจมส์ ทนายความ อธิบายเสริมว่ากรณี “บุ๋ม ปนัดดา” ระบุว่าจะพยายามหาเงินส่วนตัวมาคืนให้มูลนิธิฯ นั้นมองว่า เป็นเรื่องของ “บุ๋ม ปนัดดา” แต่ในขณะที่ทางข้อกฎหมาย หากไปถึงปลายทางของ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์

ที่มา: PPTV