องค์กรทำดี “บุ๋ม ปนัดดา” เป็นเหตุ “นายกฯ” สั่งรื้อระบบมูลนิธิทั่วประเทศ

องค์กรทำดี “บุ๋ม ปนัดดา” เป็นเหตุ “นายกฯ” สั่งรื้อระบบมูลนิธิทั่วประเทศ

จากกรณีการร้องเรียนให้ตรวจสอบมูลนิธิองค์กรทำดี ของ “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ที่กำลังขยายวงไปสู่การทบทวนระบบกำกับดูแลมูลนิธิทั่วประเทศ หลังเกิดข้อสงสัยว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เพราะคำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่เงินบริจาคจำนวนเพียงหลักร้อย หลักพันบาท หรือหลักล้าน แต่อยู่ที่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบของผู้รับเงินบริจาค ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นร้อน

ล่าสุด น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายออยศรีและผองเผือก เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิองค์กรทำดี โดยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้เงินบริจาคว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งต่อประชาชนหรือไม่

ซึ่งฝ่ายผู้ร้อง ยืนยันว่า ประเด็นที่ต้องการให้ตรวจสอบไม่ใช่จำนวนเงินที่แต่ละคนบริจาค แต่เป็นเจตนาของผู้ให้และผู้รับ โดยเฉพาะเมื่อประชาชนตัดสินใจโอนเงินด้วยความเชื่อมั่นว่าเงินเหล่านั้นจะถูกนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยและผู้ตกทุกข์ได้ยาก

ด้านนายธนาคาร น้อยพิทักษ์ กรรมการฝ่ายกฎหมายของบริษัท ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้เข้าให้ข้อมูลกับกองบังคับการปราบปราม และเตรียมประสานให้ตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการนำเงินของมูลนิธิไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ และผู้บริหารมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากพบพฤติการณ์เข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ก็อาจมีความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงกฎหมายฟอกเงิน ทั้งนี้ ยืนยันว่าทุกประเด็นต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ น.ส.บุญยนุช มองว่าเรื่องนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการตรวจสอบองค์กรการกุศลในวงกว้าง ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงมูลนิธิองค์กรทำดี เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีความเสียหายจากการชักชวนประชาชนบริจาคเงินมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่หลักร้อยล้านไปจนถึงหลักพันล้านบาท พร้อมย้ำว่า สังคมไม่ควรตัดสินความน่าเชื่อถือขององค์กรจากภาพลักษณ์ การพูดจาดี หรือความมีชื่อเสียงของบุคคล

แต่ควรพิจารณาจากหลักฐานและการบริหารจัดการเงินบริจาคที่ตรวจสอบได้

ส่วนกระแสวิจารณ์ที่พุ่งเป้าไปยังเงินบริจาค 1,000 บาทของตนเอง รวมถึงข้อเสนอให้โอนเงินคืนเพื่อยุติเรื่องนี้ น.ส.บุญยนุช ยืนยันว่าไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ที่เงินจำนวนเท่าใด แต่อยู่ที่เงินบริจาคทั้งหมดถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องหรือไม่

อีกด้านหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งสัญญาณให้ยกระดับการกำกับดูแลมูลนิธิทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำหนดมาตรการตรวจสอบตั้งแต่การจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ การดำเนินกิจกรรม ไปจนถึงการเรี่ยไรและรับบริจาคเงินจากประชาชน

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า จะไม่ปล่อยให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใช้มูลนิธิเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว หากพบการกระทำที่เข้าข่ายหลอกลวง ฉ้อโกง หรือไม่นำเงินบริจาคไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยอาจเกี่ยวข้องกับทั้งกฎหมายควบคุมการเรี่ยไร กฎหมายอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน และกฎหมายฟอกเงิน

ขณะที่นายพลพีร์ เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งให้กรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบมูลนิธิองค์กรทำดี รวมถึงมูลนิธิอื่น ๆ ที่มีเรื่องร้องเรียน โดยพิจารณาทั้งรายรับ รายจ่าย แหล่งที่มาของเงิน การจัดทำงบดุล ตลอดจนกรณีการรับมอบที่ดินที่มีข้อสงสัย ซึ่งจะประสานกรมที่ดินเข้าตรวจสอบด้วย นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของมูลนิธิให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น เพราะเมื่อประชาชนเป็นผู้บริจาค ก็ควรมีสิทธิรับรู้ว่าเงินของตนถูกนำไปใช้ที่ไหนและช่วยเหลือใคร พร้อมเตรียมทบทวนระเบียบที่เกี่ยวข้องว่า สามารถปรับปรุงผ่านกฎกระทรวงได้หรือจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ

ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับมูลนิธิแห่งหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐว่า จะทำอย่างไรให้ระบบการรับบริจาคของประเทศมีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้จริง เพราะหัวใจของการทำบุญคือความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ขณะที่หัวใจขององค์กรการกุศลก็คือความซื่อสัตย์ต่อความไว้วางใจของประชาชน. . .

▶ ดูคลิปบน YouTube

ที่มา: INN