เมื่อวันที่ 3 พ.ย.69 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า อย่าบิดเบือนแนวทางจัดระเบียบกรรมาธิการ ให้กลายเป็นการตัดทอนอำนาจตรวจสอบ พร้อมโต้ข้อกล่าวหาของนายวัส ติงสมิตร กรณีแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ ตนได้เห็นข้อความของนายวัส ติงสมิตร ที่ตั้งคำถามว่า “จัดระเบียบสภา หรือตัดทอนอำนาจตรวจสอบ?” และนำแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญมาเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องการจำกัดอำนาจตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ตนเห็นว่าการตั้งคำถามเช่นนี้จำเป็นต้องแยกแยะข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจน มิฉะนั้นอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง
นายศุภชัย ระบุว่า ประการแรก อำนาจของคณะกรรมาธิการไม่ใช่อำนาจที่ไร้ขอบเขต รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้คณะกรรมาธิการมีหน้าที่และอำนาจในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ และรายงานให้สภาทราบ โดยเรื่องนั้นต้องอยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภา รวมทั้งหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้น คณะกรรมาธิการแต่ละคณะจึงไม่สามารถหยิบยกเรื่องอะไรก็ได้มาตรวจสอบตามความพอใจ โดยไม่คำนึงถึงขอบเขตอำนาจของตนเอง การตรวจสอบต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่อาศัยคำว่า “ตรวจสอบ” มาเป็นข้ออ้างในการใช้อำนาจโดยไม่มีขอบเขต
นายศุภชัย ระบุว่า ประการที่สอง แนวทางดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อยกเลิกอำนาจตรวจสอบ เอกสารที่เผยแพร่ระบุชัดว่า เป็นแนวทางที่จัดทำขึ้นตามผลการประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 สาระสำคัญคือการกำหนดแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภา โดยเฉพาะการป้องกันการก้าวล่วงหรือก้าวก่ายหน้าที่และอำนาจระหว่างคณะกรรมาธิการไม่ได้มีข้อความใดระบุว่าให้คณะกรรมาธิการยุติการตรวจสอบรัฐบาล หรือห้ามตรวจสอบการทุจริต การกำหนดให้แต่ละคณะทำหน้าที่ตามขอบเขตอำนาจของตนเอง จึงไม่ใช่การตัดทอนอำนาจ แต่เป็นการป้องกันการใช้อำนาจผิดวัตถุประสงค์
นายศุภชัย ระบุว่า ประการที่สาม ประธานกรรมาธิการไม่ใช่เจ้าของคณะกรรมาธิการ เรื่องนี้สำคัญที่สุด คณะกรรมาธิการเป็นองค์กรกลุ่มที่สภาแต่งตั้งขึ้น ไม่ใช่องค์กรส่วนตัวของประธานกรรมาธิการ การกำหนดระเบียบวาระ การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ และการเชิญบุคคลมาให้ข้อมูล จึงต้องดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับการประชุม และมติของคณะกรรมาธิการตามที่กฎหมายกำหนด ประธานกรรมาธิการไม่อาจถือเอาตำแหน่งของตนเป็นใบอนุญาตให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการเป็นเครื่องมือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองส่วนตัว
นายศุภชัย ระบุว่า ประการที่สี่ การเชิญบุคคลกับการเรียกบุคคลตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เอกสารแนวทางดังกล่าวอธิบายความแตกต่างระหว่างการขอความร่วมมือให้บุคคลมาชี้แจง กับการใช้อำนาจเรียกตามกฎหมายไว้อย่างชัดเจน การเรียกบุคคลหรือเอกสารโดยใช้อำนาจตามกฎหมายต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่เพียงประธานกรรมาธิการต้องการให้ใครมาก็สามารถใช้อำนาจบังคับได้ทันที นี่คือหลักนิติรัฐ ไม่ใช่การขัดขวางการตรวจสอบ
นายศุภชัย ระบุต่อว่า ประการที่ห้า การตรวจสอบที่ดีต้องตรวจสอบได้ทั้งรัฐบาลและผู้ใช้อำนาจตรวจสอบ ตนสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างเข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้อำนาจตรวจสอบก็ต้องยอมรับการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำตนเองด้วยจะเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพกฎหมาย แต่กลับไม่ยอมรับข้อจำกัดตามกฎหมายของคณะกรรมาธิการได้อย่างไร จะเรียกร้องความโปร่งใสจากผู้อื่น แต่กลับไม่ยอมรับหลักเกณฑ์ที่ทำให้การใช้อำนาจของตนเองโปร่งใสและตรวจสอบได้อย่างไร
นายศุภชัย ระบุว่า ตนจึงอยากถามนายวัส ติงสมิตร ตรง ๆ ว่า การกำหนดให้คณะกรรมาธิการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภา กลายเป็นการตัดทอนอำนาจตรวจสอบตั้งแต่เมื่อใด หากเห็นว่าแนวทางข้อใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือจำกัดอำนาจที่กฎหมายรับรองไว้ ขอให้ระบุข้อกฎหมายและเหตุผลมาอย่างชัดเจน ไม่ใช่ใช้เพียงถ้อยคำชวนให้ประชาชนเข้าใจว่ากำลังมีการปิดกั้นการตรวจสอบ แน่นอนว่าแนวทางปฏิบัติใด ๆ ก็ไม่อาจมีผลลบล้างอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้ได้ และหากมีการนำแนวทางนี้ไปใช้เกินขอบเขต ก็ย่อมต้องถูกตรวจสอบเช่นเดียวกัน
“ผมขอยืนยันว่า การจัดระเบียบการใช้อำนาจไม่ใช่การทำลายการตรวจสอบ แต่การใช้อำนาจตรวจสอบโดยไม่เคารพกฎหมายต่างหากที่เป็นอันตรายต่อระบบรัฐสภา อย่าเอาคำว่า “ปกป้องอำนาจตรวจสอบ” มาเป็นเกราะกำบังให้กับการใช้อำนาจที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ แม้แต่ผู้ที่อ้างว่าตนกำลังทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่น”นายศุภชัย ระบุ.
ที่มา: เดลินิวส์