สภาฯ ออกเอกสารแจงยิบ 5 แนวทางจัดระเบียบ กมธ. ปัดจำกัดอำนาจ ชี้ ปธ.กรรมาธิการ ไม่มีอำนาจเรียกตามอำเภอใจ

สภาฯ ออกเอกสารแจงยิบ 5 แนวทางจัดระเบียบ กมธ. ปัดจำกัดอำนาจ ชี้ ปธ.กรรมาธิการ ไม่มีอำนาจเรียกตามอำเภอใจ

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ออกเอกสารข่าวชี้แจงเรื่องแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญของสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังจากที่ประธานสภาฯ มีแนวทางออกมาจำนวน 4 แนวทาง เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นมีสส.โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นการปิดปากการทำงานของกมธ. มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญ ประจำสภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำเรื่องดังกล่าวหารือร่วมกันในการประชุมประธาน สภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพุธที่ 21 ต.ค.2569 โดยที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ เป็นมาตรฐานเดียวกัน สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยสำนักกรรมาธิการทั้งสามสำนัก ได้แก่ สำนักกรรมาธิการ 1 สำนักกรรมาธิการ 2 และสำนักกรรมาธิการ 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการทุกคณะได้เสนอแนวทางการดำเนินงาน และประธานสภาผู้แทนราษฎรมีดำริเห็นชอบแนวทางดังกล่าว ดังที่ปรากฏเป็นข่าว และเกิดข้อคิดเห็นในสังคม นั้น

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอเรียนว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม
สภาผู้แทนราษฎร มิได้กำหนดเกี่ยวกับการประชุมของคณะกรรมาธิการบางเรื่องไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องอนุโลมนำข้อบังคับใช้กับการประชุมคณะกรรมาธิการ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาในทางปฏิบัติไม่มีผู้โต้แย้งเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมาธิการ ส่งผลให้ไม่มีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน จนอาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและทำให้การดำเนินงานของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการแตกต่างกัน

แต่เมื่อมีการโต้แย้งขึ้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงได้จัดทำแนวทางการดำเนินงานดังกล่าวเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การปฏิบัติงานของฝ่ายเลขานุการเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขออธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อสาธารณชน ดังนี้ 1.แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวมิได้เป็นการจำกัดอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการคงเป็น แต่เพียงการอธิบายบทบัญญัติของกฎหมายให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ลดข้อโต้แย้งระหว่างกรรมาธิการด้วยกันเพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

2.การนัดประชุมคณะกรรมาธิการที่ผ่านมา โดยหลักเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการ โดยในการประชุมคณะกรรมาธิการครั้งแรก ที่ประชุมจะกำหนดว่าจะนัดประชุมคณะกรรมาธิการในวันใดของแต่ละสัปดาห์ เช่น ทุกวันพุธช่วงเช้า หรือทุกวันพฤหัสช่วงเช้า เป็นต้น

ทั้งนี้ ประธานคณะกรรมาธิการอาจกำหนดนัดประชุมคณะกรรมาธิการเป็นพิเศษได้หากมีเหตุจำเป็นเช่น กรณีคณะกรรมาธิการได้งดประชุมไประยะหนึ่ง ประธานคณะกรรมาธิการก็มีอำนาจนัดประชุมได้

3.การบรรจุระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากข้อบังคับการประชุมไม่ได้กำหนด ระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการไว้เป็นการเฉพาะ ในทางปฏิบัติคณะกรรมาธิการได้กำหนดวาระการพิจารณาออกเป็น 4 วาระ คือ

(1) ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

(2) ระเบียบวาระที่ 2 รับรองบันทึกการประชุม

(3) ระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณา

(4) ระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ

ทั้งนี้ ในการพิจารณาศึกษาหรือดำเนินการต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ซึ่งคณะกรรมาธิการอาจเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ จะถูกบรรจุในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณา การดำเนินการต่าง ๆ ในวาระนี้ จึงต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการสำหรับอำนาจบรรจุระเบียบวาระของประธานคณะกรรมาธิการนั้น ประธานคณะกรรมาธิการ จะมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระในเรื่องใด จะต้องมีกฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้ เช่น รายงานการศึกษาของ คณะอนุกรรมาธิการเมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมฯ ข้อ 96 กำหนดให้ต้องรายงานต่อคณะกรรมาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการจึงมีอำนาจบรรจุเรื่องดังกล่าวในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณาได้ เป็นต้น

โดยในเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ ประธานคณะกรรมาธิการก็มีอำนาจบรรจุระเบียบวาระ การประชุมในระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม และระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ ซึ่งในระเบียบวาระเรื่องอื่น ๆ นี้ จะต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้คณะกรรมาธิการ พิจารณามีมติร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เช่น การพิจารณาเรื่องร้องเรียนว่าอยู่ในหน้าที่และอำนาจหรือไม่

พิจารณาแนวทางการดำเนินงานต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการ เป็นต้น แต่ประธานคณะกรรมาธิการไม่อาจเรียก หรือเชิญบุคคลหรือผู้แทนหน่วยงานใดเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการในระเบียบวาระนี้ได้

4.การเรียกบุคคลหรือเอกสารของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารเป็นของคณะกรรมาธิการ การใช้อำนาจดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการเท่านั้น ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 17/2563 ว่าอำนาจเรียกเป็นการเชิญหรือการขอความร่วมมือ ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำในหนังสืออย่างไร ก็เป็นการใช้อำนาจเรียกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ทั้งสิ้น ประธานคณะกรรมาธิการจึงไม่อาจกระทำได้เพียงลำพัง

5.การพิจารณาเรื่องเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการ รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดห้ามมิให้คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาในเรื่องที่ซ้ำซ้อนกัน แต่อาจพิจารณาศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกันได้ ตามระเบียบที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรกำหนด ดังนั้น ในกรณีที่คณะกรรมาธิการมากกว่าหนึ่งคณะพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน จึงต้องดำเนินการตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎร ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการหลายคณะ พ.ศ.2562 ซึ่งตามระเบียบฯ มีหลักการให้เกิดการพูดคุยระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่เกิดประสิทธิภาพในการตรวจสอบฝ่ายบริหารควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้ามาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการหลายคณะภายในสัปดาห์เดียวกัน

“ระเบียบฯดังกล่าว มิได้มีเจตนารมณ์เพื่อก่อให้เกิดความยุ่งยากหรือล่าช้าในการทำงานของคณะกรรมาธิการแต่อย่างใด เป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้” เอกสารฯ ระบุทิ้งท้าย

ที่มา: แนวหน้า