เอบีซีนิวส์รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ กล่าวว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ว่า สหรัฐจะยุติให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล ซึ่งมีมูลค่าปีละ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า โดยอิสราเอลเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากแล้ว และไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับความช่วยเหลืออีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าความช่วยเหลือทางทหารในรูปแบบใดบ้างที่จะถูกยุติลง หรือจะดำเนินการยกเลิกความช่วยเหลือดังกล่าวอย่างไร
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวด้วยว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากเขาไม่ต้องการเปิดโอกาสให้พรรคเดโมแครตนำประเด็นนี้ไปใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองต่อพรรครีพับลิกัน
“มันเป็นประเด็นทางการเมืองที่ไม่ดีเลย เพราะผู้คนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมไม่เอาเงิน 4,000 ล้านดอลลาร์ไปช่วยคนอื่นบ้าง อิสราเอลเป็นพันธมิตรอันดับหนึ่งของสหรัฐ และสหรัฐให้ความช่วยเหลืออิสราเอลมากกว่าประเทศอื่นๆ แต่ตอนนี้พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออีกต่อไป” ทรัมป์กล่าว
ผลสำรวจความคิดเห็นของเอบีซีนิวส์/ วอชิงตันโพสต์/อิปซอส เมื่อเดือนที่แล้ว พบว่า ชาวอเมริกัน 58% เห็นว่าสหรัฐควรลดการสนับสนุนทางทหารแก่อิสราเอล หรือยุติการสนับสนุนทั้งหมด
สำหรับ ผลเลือกตั้งกลางเทอม ณ เวลา 8.50 น. ตามเวลาไทย พรรคเดโมเครต ได้รับเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภาไป 43 ที่นั่ง ขณะที่พรรครีพับลิกันได้ไป 32 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ซึ่งวุฒิสมาชิกมีวาระ 6 ปี แต่ไม่ได้หมดวาระพร้อมกันทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม และผลัดกันเลือกตั้งทุกๆ 2 ปี
สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร ซึ่งมีทั้งหมด 435 ที่นั่ง พรรคเดโมแครตได้รับเก้าอี้ไป 44 ที่นั่ง ขณะที่พรรครีพับลิกันได้รับไป 21 ที่นั่ง
รอยเตอร์รายงานว่า ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินจำนวน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐให้แก่ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันทุกคน ต่อมา พรรคเดโมแครตได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนดังกล่าว โดยระบุว่าไม่มีแนวทางที่เป็นไปได้ที่จะทำให้การจ่ายเงินนี้เกิดขึ้นจริง
โดยทรัมป์ได้พูดถึงเรื่อง “เงินปันผลจากทรัมป์” หรือ “Trump dividend” เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน และยังคงหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดซ้ำหลายครั้งในการปราศรัยหาเสียง
ปัจจุบัน สหรัฐมีประชากรที่เป็นพลเมืองผู้ใหญ่ประมาณ 240 ล้านคน ดังนั้น หากรัฐบาลแจกเงินให้คนละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะต้องใช้งบประมาณอย่างน้อย 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาคองเกรส ซึ่งอาจเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายหลายประการด้วย
ขณะเดียวกัน สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนได้ออกมาเตือนว่า การอัดฉีดเงินสดจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเช่นนี้ อาจทำให้ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ที่มา: มติชน