CNN คาดการณ์ว่าพรรเดโมแครตจะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดทางให้เดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลทรัมป์ได้อย่างเข้มข้น ขณะที่ จอน ออสซอฟ คว้าชัยดำรงตำแหน่งสว.เป็นสมัยที่ 2
CNN Decision Desk ประเมินว่า พรรคเดโมแครตจะสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของพรรค และจะทำให้มีอำนาจผลักดันการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลทรัมป์ในหลายประเด็น ทั้งการดำเนินนโยบายและการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
ผลการเลือกตั้งดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร อาจสร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรผิวดำคนแรกของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เขายังต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการลงคะแนนเลือกประธานสภาอย่างเป็นทางการ เมื่อสภาคองเกรสชุดใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่
ขณะเดียวกัน ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่รัฐจอร์เจีย จอน ออสซอฟ วุฒิสมาชิกวัย 39 ปี จากพรรคเดโมแครต คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 ด้วยการเอาชนะ ไมค์ คอลลินส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ทำให้พรรคเดโมแครตสามารถรักษาที่นั่งสำคัญในวุฒิสภาเอาไว้ได้
ชัยชนะครั้งนี้มีความสำคัญต่อพรรคเดโมแครต เนื่องจากออสซอฟเป็นวุฒิสมาชิกเดโมแครตเพียงคนเดียวที่ต้องลงสมัครรักษาเก้าอี้ในรัฐที่โดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2567 ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของพรรครีพับลิกันตลอดการหาเสียง
อย่างไรก็ตาม ออสซอฟสามารถสร้างกระแสสนับสนุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยหาเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทรัมป์อย่างตรงไปตรงมา พร้อมระดมเงินสนับสนุนการหาเสียงได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,000 ล้านบาท ส่งผลให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักการเมืองดาวเด่นของพรรคเดโมแครตในระดับประเทศ และยังถูกจับตามองว่าอาจมีโอกาสลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2571
ด้านไมค์ คอลลินส์ กล่าวกับผู้สนับสนุนในคืนวันเลือกตั้งว่า แม้ผลการเลือกตั้งจะไม่เป็นไปตามที่ต้องการ แต่ก็ยอมรับผลดังกล่าว พร้อมกล่าวชื่นชมทรัมป์ว่าเป็นประธานาธิบดีที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตของเขา
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นความสำเร็จสำคัญของพรรคเดโมแครต ทั้งจากแนวโน้มการควบคุมสภาผู้แทนราษฎร และการรักษาที่นั่งวุฒิสมาชิกในรัฐจอร์เจีย ซึ่งจะส่งผลต่อสมดุลอำนาจระหว่างพรรคการเมืองในสภาคองเกรส และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง.
ที่มา : CNN
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ
ที่มา: ไทยรัฐ