เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐสะเทือนทรัมป์ เดโมแครตจ่อพลิกคุมสภาล่าง

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐสะเทือนทรัมป์ เดโมแครตจ่อพลิกคุมสภาล่าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ว่า สื่อหลายแห่งของสหรัฐคาดการณ์ไปในทางเดียวกัน ว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมซึ่งมีการลงคะแนนเมื่อวันที่ 3 พ.ย. มีแนวโน้มว่าพรรคเดโมแครตจะพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมี 435 ที่นั่งได้สำเร็จ ซึ่งจะนับเป็นการสร้างดุลอำนาจครั้งสำคัญต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ หลังกลับมาดำรงตำแหน่งได้ 2 ปี

ชัยชนะดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสไม่พอใจของประชาชนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ประกอบกับผลกระทบจากสงครามในอิหร่านที่ไม่ได้รับความนิยม ส่งผลให้คะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และทำให้ผู้สมัครพรรครีพับลิกันไม่สามารถแยกตัวออกจากกระแสต่อต้านประธานาธิบดีได้

ทั้งนี้ พรรคเดโมแครตสามารถคว้าที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มในหลายรัฐ รวมถึงรัฐที่เป็นฐานเสียงแข็งแกร่งของพรรครีพับลิกันมานาน โดยชนะในรัฐอินดีแอนา นอร์ทแคโรไลนา นิวเจอร์ซีย์ และเพนซิลเวเนีย ซึ่งพรรครีพับลิกันเคยคว้าชัยชนะอย่างขาดลอย ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567

Every part of the country is shifting toward Dems — a sign of the "blue wave" Republicans had long feared.
Democratic candidates’ gains in House and Senate races cut across both blue and red territory, along with traditional purple battlegrounds.????
???? https://t.co/l8eEOSTlEs pic.twitter.com/1XWHxxLpN3

ขณะที่ตลาดการเงินตอบสนองต่อความไม่แน่นอนจากการแบ่งขั้วอำนาจในรัฐบาลวอชิงตัน โดยนักลงทุนลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐปรับตัวลงต่อเนื่อง เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

ด้านการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ซึ่งมีการชิงขัย 35 จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง มีการคาดการณ์ว่า ผู้สมัครของพรรคเดโมแครตคว้าชัยได้ในหลายสนามสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ การที่นายเจมส์ ทาลาริโก มีแนวโน้มเอาชนะนายเคน แพกซ์ตัน จากพรรครีพับลิกัน ในรัฐเทกซัส ทำให้มีโอกาสเป็นผู้สมัครเดโมแครตคนแรกในรอบเกือบ 30 ปี ที่ชนะการเลือกตั้งระดับรัฐของรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นฐานเสียงที่แข็งแกร่งของพรรครีพับลิกันมาอย่างยาวนาน

การเปลี่ยนแปลงอำนาจในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. 2570 จะทำให้ทรัมป์ไม่สามารถผลักดันกฎหมาย โดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันเพียงฝ่ายเดียวได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งกับทำเนียบขาวอาจทำให้การผ่านกฎหมายสำคัญเป็นไปได้ยาก เนื่องจากทรัมป์ยังมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย และเจ้าตัวประกาศแล้วว่า พร้อมรับบทเป็นประธานาธิบดีที่ใช้สิทธิยับยั้ง หรือ “มิสเตอร์วีโต”

แต่ชัยชนะในสภาล่างจะทำให้พรรคเดโมแครตมีอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารมากขึ้น ทั้งการออกหมายเรียกบุคคลและเอกสาร ตลอดจนการดำเนินกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี ซึ่งอาจครอบคลุมถึงการตรวจสอบครอบครัวและผลประโยชน์ทางธุรกิจของทรัมป์ รวมถึงบริษัทเอกชนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการได้สัญญาจากภาครัฐ การอนุมัติควบรวมกิจการ และเงินบริจาคให้โครงการที่ทรัมป์ให้ความสำคัญ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ที่มา: เดลินิวส์