5 พฤศจิกายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน น้ำมันดีเซล บี7 0.75 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน 1 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนราคาตลาดโลกที่มีทิศทางอ่อนตัวลง ซึ่งปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายลง ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันลดลง ประกอบกับปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุนหลังรับรู้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ ตลอดจนความกังวลต่อแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันดิบ
โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 น้ำมันดีเซลปิดอยู่ที่ประมาณ 155 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินปิดที่ประมาณ 105 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงจากวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ปิดอยู่ที่ประมาณ 166 และ 112 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ โดยอัตราเงินกองทุนน้ำมันใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569
จากปัจจัยบวกดังกล่าว กบน.จึงเห็นชอบปรับลดอัตราเงินชดเชยดีเซลหมุนเร็วธรรมดา (บี7) 0.96 บาทต่อลิตร เป็น 2.37 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 41.79 บาทต่อลิตร และดีเซลหมุนเร็ว B20 ลดการชดเชย 1.45 บาทต่อลิตร เป็น 3.91 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
สำหรับกลุ่มน้ำมันเบนซินปรับเพิ่มการจัดเก็บ 0.51 บาทต่อลิตร เป็น 11.29 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 49.33 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ปรับเพิ่มการจัดเก็บ 0.38 บาทต่อลิตร เป็น 3.37 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 39.84 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ปรับเพิ่มการจัดเก็บ 0.38 บาทต่อลิตร เป็น 3.37 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 39.47 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 ปรับเพิ่มการจัดเก็บ 0.23 บาทต่อลิตร เป็น 2.73 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 31.80 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล E85 เพิ่มการชดเชย 0.58 บาทต่อลิตร เป็น 0.99 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีก 30.63 บาทต่อลิตร
การปรับลดราคาในครั้งนี้ได้ช่วยทั้งลดค่าครองชีพให้ประชาชน และกบน.ได้บริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น โดยได้ช่วยลดภาระรายจ่ายชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเดิมที่ต้องแบกรับสูงถึงวันละ 69 ล้านบาท
ถึงแม้ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาขายปลีกในประเทศจะปรับตัวลดลง แต่การประหยัดการใช้น้ำมัน และใช้อย่างคุ้มค่ายังคงมีความจำเป็น ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในระยะยาว
ที่มา: แนวหน้า