เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่า มีวาระสำคัญในการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) เพื่อลดภาระผู้ประกอบการไม่ให้แรงงานขาดช่วงการทำงาน ซึ่งได้พูดคุยกับประเทศต้นทาง คือ เมียนมาและลาว ให้แรงงานยังคงต้องกลับประเทศต้นทางแต่กลับไปเพียงแค่เหยียบแผ่นดินเท่านั้น และสามารถเดินทางกลับเข้ามาทำงานต่อได้ทันที เพื่อให้กลไกทางเศรษฐกิจของไทยเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานที่จะสิ้นสุดลงในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.70 ให้สามารถทำงานได้ต่อเนื่องถึงวันที่ 13 ก.พ.72 พร้อมผ่อนผันให้แรงงาน 3 สัญชาติที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายกว่า 8 แสนคน อยู่ในไทยเป็นการชั่วคราว และทำงานได้อีก 1 ปี เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการจ้างงานและภาคเอกชนดำเนินธุรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพิ่มทางเลือกการนำเข้าแรงงานจากประเทศศรีลังกาตามที่เคยลงนาม MOU ไว้ เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน ซึ่งที่ประชุม คบต. ได้อนุมัติเรียบร้อยแล้ว
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยสงครามจากเมียนมาได้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผ่อนผันให้อยู่ในอำเภอที่ตั้งพื้นที่พักพิงชั่วคราวโดยไม่ต้องมีใบอนุญาตทำงาน และขยายระยะเวลาทำงานจาก 1 ปี เป็น 2 ปี เพื่อลดภาระภาครัฐในการดูแลและเปิดทางเข้าสู่ตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันยังได้เสนอแนวทางอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติที่เข้ามาจัดกิจกรรมในไทย เช่น การประชุม บรรยาย สัมมนา แสดงศิลปวัฒนธรรม หรือแข่งขันกีฬา ให้ได้รับการยกเว้นเรื่องการขออนุญาตทำงาน ซึ่งจะมีการหารือกรอบกฎหมายในครั้งถัดไป
เมื่อถามถึงประเด็นศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (ศูนย์ CI) นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งจำเป็นในการยืนยันตัวตนจากประเทศต้นทาง และศูนย์ดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ของไทย 100% โดยกระทรวงแรงงานได้เชิญเอกอัครราชทูตเมียนมา หารือแล้ว 2 ครั้ง และกำลังส่งหนังสืออย่างเป็นทางการผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปยังกระทรวงแรงงาน และสถานทูตเมียนมา เพื่อแสดงความห่วงใยและคัดค้านกรณีที่มีการเรียกเก็บเงิน 25% ของรายได้ส่งกลับครอบครัว พร้อมเรียกตรวจสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-6 เดือนเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการออกเอกสาร CI เนื่องจากมองว่าไม่ถูกต้องตามหลักการและขัดต่อสิทธิบุคคลในการทำงานต่างประเทศ ซึ่งไทยยืนยันขอให้แก้ไขตามกฎกติกาสากล
เมื่อถามถึง ข้อเสนอให้ยกเลิกระบบ CI แล้วหันมาใช้บัตรสีชมพู นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จำเป็นต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพราะกระบวนการยืนยันประชากร ทั้งบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และข้อมูลไบโอเมตริก ต้องให้ประเทศต้นทางเป็นผู้รับรอง หากไทยยืนยันฝ่ายเดียวเหมือนในอดีต อาจเกิดปัญหาการสวมสิทธิ์และกระทบต่อความมั่นคงในการติดตามตัว ดังนั้นศูนย์ CI จึงยังมีความสำคัญ โดยจะเน้นการเจรจากับเมียนมาให้ปรับกระบวนการให้เป็นไปตามหลักสากลก่อน
เมื่อถามย้ำว่า สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ภาครัฐมีกลไกอนุญาตให้ต่ออายุแรงงานที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วในบางกรณีผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคเอกชนและระบบเศรษฐกิจ โดยเป้าหมายหลักของกระทรวงแรงงาน คือ ต้องการให้แรงงานทุกสัญชาติเข้ามาอยู่ในระบบ และขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถตรวจสอบตัวตน ที่อยู่อาศัย รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายไม่ให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่พึงประสงค์ในประเทศ
ที่มา: เดลินิวส์