DSI ออกหมายเรียก ‘สส.สมชาติ’ ชี้แจง ปมถือหุ้นแทนต่างชาติส่อนอมินีหรือไม่

DSI ออกหมายเรียก ‘สส.สมชาติ’ ชี้แจง ปมถือหุ้นแทนต่างชาติส่อนอมินีหรือไม่

จากกรณีที่สอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกมายอมรับว่า คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง อยู่ระหว่างเตรียมออกหมายเรียกพยานแก่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน มาสอบสวนปากคำชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากพบความเกี่ยวข้องเส้นทางการเงินในบริษัทนิติบุคคล ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นนอมินีเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานกฎหมาย โดยมีลักษณะเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งยังพบอีกว่าได้มีการไปจดทะเบียนมากกว่า 30 บริษัท อีกทั้ง 30 บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง แต่ทำหน้าที่เพียงถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ อย่างไรก็ดี รายงานข้อมูลยังระบุด้วยว่า สส.สมชาติ มีการถือหุ้น 99.99% ในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมีลักษณะมุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยเป็นการถือครองที่ดินและอาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ จึงกลายเป็นข้อสงสัยแหล่งที่มาของเงินทุน เกี่ยวโยงกับนิติบุคคลไทย รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออาคารชุด และมีการไปทำสัญญาเช่าที่ผิดปกติ ทั้งนี้ กรณีพฤติการณ์ดังกล่าว ยังไม่เข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แต่อาจเข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยเฉพาะกรณีการเป็นนอมินี โดยจะได้มีการออกหนังสือเชิญ สส.สมชาติ มาสอบถามข้อมูลในฐานะพยาน ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 20 ส.ค. รายงานข่าวภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า สำหรับกรณีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวน พบว่านายสมชาติ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในจังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้กองคดีความมั่นคง อยู่ระหว่างสืบสวนเรื่องดังกล่าว และล่าสุดได้มีการออกหมายเรียกแก่นายสมชาติ ให้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงในฐานะพยานกับคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง ในวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 69 ส่วนถ้าหากนายสมชาติ มีความประสงค์จะเข้ามาชี้แจงก่อนกำหนดนัดหมาย ก็สามารถเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงได้ โดยทางพนักงานสืบสวนมีความพร้อมในการเปิดพื้นที่รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานของพยานอยู่แล้ว ทั้งนี้ ยังคงยืนยันว่าคดีดังกล่าวยังเป็นเพียงเรื่องสืบสวน ยังไม่ได้มีการรับเป็นคดีพิเศษ และยังไม่ได้มีการกล่าวหาดำเนินคดีกับบุคคลใดทั้งสิ้น เพราะจำเป็นจะต้องสอบสวนปากคำพยาน และรวบรวมพยานหลักฐานให้ปรากฏข้อเท็จจริงให้เรียบร้อยก่อน อนึ่ง ล่าสุดตามที่ สส.สมชาติ ได้โพสต์ว่าวันนี้จะเข้าชี้แจงกับดีเอสไอ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจนั้น ทางพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง มีความพร้อมในการรอสอบปากคำชี้แจงในฐานะพยาน แต่เบื้องต้นยังไม่มีการประสานเข้ามาพบแต่อย่างใด

รายงานข่าวภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า สำหรับพยานหลักฐานเอกสารที่นายสมชาติ ประสงค์จะเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสืบสวนนั้น กรณีหากไปเกี่ยวข้องในเรื่องของการถูกระบุว่าเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท เจ้าตัวก็จะต้องนำเอาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โครงสร้างบอร์ดผู้บริหาร หน้าที่การทำงานภายในบริษัท และรายการเดินบัญชีทางการเงิน เพื่อชี้แจงได้ว่าเส้นทางการเงินที่รับโอนไปนั้น มาจากการทำธุรกรรมในเรื่องใด และยิ่งโดยเฉพาะในกรณีของแหล่งที่มาของเงินทุนในการใช้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ห้องชุดร่วมกับคนต่างชาติ ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่านำเงินจากแหล่งทุนใดมาใช้ในการหมุนเวียนทำธุรกิจ และจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่ใช่เป็นการทำธุรกิจในรูปแบบนอมินี เพื่อไปถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติอย่างไร โดยจะต้องมีหลักฐานการประกอบกิจการ การทำงาน ผลประกอบการต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยาน จะไม่ได้เป็นการสรุปทันทีว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้กระทำความผิดในคดีตามที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของดีเอสไอว่าในคดีดังกล่าวมีบุคคลใดมาเกี่ยวข้อง มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไรบ้างในการบริหารกิจการธุรกิจ การถือครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และห้องชุด

ขณะที่บัญชีเพจเฟซบุ๊กของนายสมชาติ ชื่อ สมชาติ เตชถาวรเจริญ – สส.ภูเก็ต เขต 1 พรรคประชาชน ได้มีการโพสต์ข้อความเมื่อ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา ระบุว่า จากกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักกล่าวหาผมอย่างรุนแรงว่า “ผมเป็นนอมินีให้กับคนต่างด้าว” วันนี้ผมจะเดินทางไปพบ DSI เพื่อแสดงตนด้วยความบริสุทธิ์ใจ พร้อมให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ รวมถึงแจ้งความประสงค์ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวจนสิ้นกระแสความอย่างเต็มที่ พร้อมมาทุกนัด เพราะถึงไม่นัด ผมก็มา

ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผมไม่ได้กระทำการอันใดตามที่ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ผมเป็นเพียงนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท โดยหนึ่งในธุรกิจที่ผมได้มีการลงทุนและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาอันเกินเลยไปจากข้อเท็จจริงนี้ ได้แก่ ธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับการลงทุนและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยผมขอยืนยันว่า ในการดำเนินธุรกิจของผม ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวตารางมิลลิเมตรเดียวของแผ่นดินไทยที่ตกไปอยู่ในมือของคนต่างด้าว หรือจะถูกชาวต่างชาติใดๆ ฉกฉวยไปจากมือของคนไทย และผมจะไม่มีวันดำเนินการใดๆ ให้เกิดผลเช่นนั้นเป็นอันขาด

ผมขอฝากทิ้งไว้ในส่วนท้ายว่า การเล่นการเมืองจนเกินขอบเขต ไม่ว่าจะสีใดก็ตาม หากก้าวล้ำเกินไปกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และล้วงล้ำเข้ามาในเขตแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมของปัจเจกชนเช่นผม ผมจะยืนหยัดสู้อย่างเต็มที่ด้วยกรอบและกระบวนวิธีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพราะหากแม้แต่จะปกป้องสิทธิของตนเองยังไม่ได้ คงมิกล้าที่จะอาสาเป็นผู้แทนของประชาชนและต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิและอำนาจอันสูงสุดของประชาชนต่ออำนาจมืดนอกกระดานใดๆ

ที่มา: เดลินิวส์