เมื่อวันที่ 20 ส.ค.69 นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เปิดแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กรณีรัฐธรรมนูญมาตรา 107 บัญญัติว่า วุฒิสภา(สว.) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยคน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม สำหรับการเลือกสว.นั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 33 บัญญัติให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยลับ
ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว วิธีลงคะแนนลับ หมายถึง การลงคะแนนโดยไม่มีบุคคลอื่นทราบว่าผู้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครผู้ใด หรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด แต่หากผลการลงคะแนนเกิดจากการบริหารจัดการหรือแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อที่จะเลือกหรือไม่เลือกผู้ใด ทำให้รู้ผลล่วงหน้าว่าผู้ลงคะแนนจะเลือกผู้สมัครคนใด การลงคะแนนจึงไม่ลับเพราะมีบุคคลอื่นรู้ว่าผู้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครผู้ใด และวิธีการลงคะแนนดังกล่าว สามารถกำหนดตัวบุคคลที่จะได้เป็นสว. และผู้ที่จะไม่ได้เป็นได้ล่วงหน้า การเลือกจึงมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
พยานหลักฐานที่ปรากฏจากวิธีการลงคะแนน ในใบลงคะแนนของผู้ที่ได้รับเลือกเป็นสว. จำนวนไม่น้อยกว่า 120 คน เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า สว.จำนวนดังกล่าว กระทำการทุจริตในการเลือกสว. หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น เพราะวิธีการลงคะแนนสามารถพิสูจน์ได้ตามหลักสถิติหรือคณิตศาสตร์ได้ว่า มิได้เป็นการลงคะแนนตามปกติโดยผู้เลือก หากแต่เกิดจากการบริหารจัดการหรือที่เรียกว่า การล็อกผลการเลือกตั้งล่วงหน้า การได้มาซึ่งสว.ดังกล่าวจึงมิได้เกิดจากการลงคะแนนลับโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
โดยมีใบลงคะแนนของสว.ดังกล่าว อันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้เป็นพยานหลักฐานต่างๆ ประกอบ อันทำให้ควรเชื่อได้ว่า สว.กระทำการทุจริตในการเลือกสว. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสว.ดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ขอเรียนว่าใบลงคะแนนของสว. จำนวนไม่น้อยกว่า 120 คน ที่วิธีการลงคะแนนพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการบริหารจัดการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ อันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคหนึ่ง เป็นการพิสูจน์ในทางแพ่ง ข้อสันนิษฐานในทางสถิติหรือทางคณิตศาสตร์จึงเป็นคุณกับกกต. ทำให้มีเหตุและเชื่อได้ว่าสว.ดังกล่าวกระทำทุจริตในการเลือกสว.
ส่วนการดำเนินคดีอาญากับสว. ที่กระทำการทุจริตในการเลือกสว. และบุคคลอื่นที่ร่วมกระทำการทุจริต เช่น กรรมการบริหารพรรคการเมือง ฯลฯ ที่กระทำ โดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสว. หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก หรือการดำเนินคดีกับผู้ใดที่กระทำการใด ๆ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด หรือผู้มีสิทธิเลือกผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 76, 77, และ 81 ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสว.ผู้นั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคหนึ่ง โดยการดำเนินคดีอาญา สามารถฟ้องได้ภายในกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95
จากเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับผลการการไต่สวนของอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ก็เพียงพอ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการทุจริตและการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกสว.
ดังนั้น กกต.ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรง จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณอย่างเที่ยงธรรมและกล้าตัดสินใจ โดยมีมตินำเรื่องดังกล่าวส่งศาลฎีกาฯ เพื่อให้ศาลฎีกาฯ ใช้อำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 รวมถึงสามารถเรียกพยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาเพิ่มเติมประกอบการไต่สวน เพื่อให้ศาลฎีกาฯ มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว อันจะทำให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องปรากฏชัดเป็นที่ประจักษ์ จนสิ้นข้อสงสัยต่อสาธารณชนและสังคม ต่อไป
ที่มา: เดลินิวส์