ผู้บังคับการ ปอศ.ระบุ ผลการสืบสวน ชี้ชัด บุ๋ม ปนัดดา มีเจตนา ฉ้อฉล เบียดบังเงินบริจาคไปใช้ส่วนตัว กว่า 520 ล้านบาท พบการโยกย้ายเงินมากสุดในปี 67-68- ขยายผล ผู้ต้องหาแถว 2 และ แถว 3
วันนี้ (7 พ.ย.69) พลตำรวจตรี สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พลตำรวจตรี พัฒน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการ ปอศ และนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง แถลงความคืบหน้าคดี มูลนิธิองค์กรทำดี และ การตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 4 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯและจังหวัดปทุมธานี หลังจับกุมตัว บุ๋ม ปนัดดา ตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จตามพรบ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ 2550 และรวมกันฟอกเงินตามพรบป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ 2542 / และนายอธิป อนันทวรรณอายุ 53 ปี สามี ตามหมายจับของศาลอาญาในข้อหาร่วมกันฟอกเงินตามพรบป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ 2542
พลตำรวจตรีทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการ ปอศ.กล่าวว่า ตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการตรวจสอบองค์กรทำดีเรื่องการรับบริจาคเงินและการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ซึ่งการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีการเบียดบังเงินบริจาคไปใช้ในธุระส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อสาธารณกุศล ซึ่ง เป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตาม พรบ. คอมพิวเตอร์ จึงขยายดำเนินคดีฐานร่วมกันฟอกเงินเพิ่มเติมอีก 1 ข้อหา
จากการตรวจสอบพบว่าบุ๋มปนัดดาได้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรองรับเงินบริจาคไว้ทั้งหมดรวม 3 บัญชี ถึงทั้งสามทั้งที มีคุณบุ๋มปนัดดาเป็นผู้สั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจากการตรวจสอบเส้นทางการเมืองพบว่าตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ของผมปนัดดาได้มีการเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาค เงินซึ่งมีประชาชนร่วมบริจาคว่า 3 ล้านครั้ง รวมกว่า 3 ล้าน 2แสน ครั้ง จาก 1 ล้านบัญชี เงินบริจากรวมกว่า 815 บาท หลังจากนั้นได้มีการโยกย้ายเงิน จากบัญชีมูลนิธิไปบัญชีส่วนตัว และบัญชีบุคคลใกล้ชิด / จากการตรวจสอบยอดเงินพบว่าบัญชีแรกขององค์กรทำดีมียอดเงินรวมกว่า 600 ล้านบาท เงินบัญชีนี้ถูกนำไปใช้ใน 12 กิจการ รวมเป็นเงิน 527 ล้าน
และ ยังพบพฤติการณ์เปิดบัญชีรองรับ เงินจากบัญชีองค์กรหลักอีก 9 บัญชีเพื่อความสะดวกในการ รับโอนเงิน เป็นเงิน 243 ล้าน และโอนให้สามี 99 ล้าน โอนให้พ่อ 21 ครั้ง 4 .6 ล้าน โอนให้ช่างก่อสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต 18 ล้านบาท และโอนให้คณะกรรมการมูลนิธิ 36 ล้านบาท และโอนให้ นิติบุคคลที่ตั้งโดยช่างเอ๋ 2 แห่งแห่งแรกเป็นเงินกว่า 2,4 00,000 บาท และอีกแห่ง 17 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องเข้าไปดำเนินการตรวจสอบว่าเงินที่โอนไปทั้งหมดใช้ในกิจการใดบ้าง นอกจากนี้ยังมีการโอนเงินไปซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตโดยคุณปนัดดาเป็นผู้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 10 ล้านบาท ซื้อกองทุนจำนวน 6 กองทุน 24 ล้านบาท และมีการโอนเงินจากบัญชีกองทุน ไปซื้อเครื่องประดับกระเป๋าแบรนด์เนม รวม 2.7 ล้านบาท และถอนเงินจากเคาน์เตอร์ธนาคาร 30 ครั้งรวมเป็นเงิน 42 ล้านบาท เส้นเงิน พบว่ามีการเอาเงินจากกองทุนไปชำระค่าบัตรเครดิต 2 ใบ รวมถึง 251 ครั้ง 19 ล้านบาท
ส่วนบัญชีที่ 2. พบมีผู้บริจาคเงินตั้งแต่ 65-69 จำนวน 1 ล้าน 3 แสนครั้ง รวมกว่า 196 ล้าน พบมีการโอนเข้าไปยังบัญชีแรก องค์กรทำดี โดยนส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี 25 ครั้งเป็นเงิน รวมกว่า 101 ล้านบาท ก่อนโอนต่อบัญชีของ นายอธิป สามี ๆถอนเงินสดและนำไปจ่ายค่างวดบ้านและค่าส่วนกลางหมู้บ้าน รวมกว่า 51 ล้านบาท
ส่วนบัญชีที่ 3 เป็นบัญชีสมทบทุนสร้างมูลนิธิมูลนิธิองค์กรทำดี มีผู้บริจาคโอนเงินเข้าใน68-69 จำนวนกว่า 6 หมื่นครั้ง ยอดรวม 9 ล้านกว่าบาท ก่อนโอนออกไปยังบัญชีส่วนตัวของบุ๋มปนัดดา และบัญชี ก๊อต อธิป สามี และยังมีบัญชีชีนักธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ อีก 14 ล้านกว่าบาท
จากกาคสอบสวน บุ๋มปนัดดาให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา เแต่ยอมรับในข้อเท็จจริง ว่าได้โยกย้ายเงิน นำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์จริง /ส่วนก๊อต อธิปให้การปฏิเสธ อ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำตามคำสั่งของบุ๋ม ปนัดดา ผู้เป็นภรรยา ซึ่งจากการผลการตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด พบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีเป็นจำนวนมาก รถตู้หรู ทั้งรถตู้ รถยนต์ของมูลนิธิและรถยนต์ส่วนตัว รวม 7 คัน/Jewelry /กระเป๋าแบรนด์เนม 32 ใบ /อาวุธปืน 5 กระบอก/ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสมุดบัญชีธนาคาาร /ใบอนุโมทนาบัตร 130 เล่ม รวมถึงเอกสารต่างๆ วัตถุคล้ายแท่งเงินและฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิด
เอกสารสิทธิ์และสัญญาซื้อขายที่ดินในจังหวัดกระบี่และภูเก็ต รวมถึงเอกสารการจัดตั้งองค์กรทำดี
ผู้บังคับการ ปอศ.ยังระบุอีกว่า พนักงานสอบสวนเตรียมเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรับโอนเงินทุกคน ทั้งกรรมการมูลนิธิ ที่รับเงินไป 36 ล้านบาท/ช่างรับเหมาก่อสร้างทั้ง 2 คนรวมถึงคุณพ่อของคุณบุ๋มปนัดดา และนักธุรกิจชาวเชียงใหม่ มาสอบปากคำและให้ชี้แจงว่าเงินดังกล่าว นำไปใช้ในกิจการใดบ้าง/ ส่วนกรณีที่คุณบุ๋ม ปนัดดา แจ้งความดำเนินคดีกับคุณก๊อต สามีในข้อหาฉ้อโกงนั้น สามารถอ้างได้แต่ในความเป็นจริงทั้งคู่ยังคงอยู่กินในฐานะสามีภรรยาทั้งพฤตินัยและนิตินัย สังคมย่อมรู้ดีว่าการแจ้งความครั้งนี้หมายถึงอะไร
ผู้บังคับการปอศ. ยังกล่าวอีกว่าสำหรับมูลนิธิองค์กรทำดีไม่ถือเป็นมูลนิธิเถื่อน เพียงแต่ ไม่ทำตามระเบียบข้อบังคับ และ ไม่มีการยื่นรายงานการประชุมต่อนายทะเบียน รวมถึงไม่ยื่นงบการเงินให้สรรพากรตรวจสอบ
ส่วนกรณี Last Boss ตัวจริงคือใคร ผู้กำกับการปอศ. ยืนยันไม่มี ลาสบอส แต่คนที่รับเงินจาก องค์กรทำดีและบุ๋ม ปนัดดาคือ ลาสบอสทั้งหมด
ที่มา: INN