“สรรเพชญ” ยืนยัน “คมนาคม” เดินหน้ารถไฟทางคู่ใต้ 1.06 แสนล้าน

“สรรเพชญ” ยืนยัน “คมนาคม” เดินหน้ารถไฟทางคู่ใต้ 1.06 แสนล้าน

วันนี้ (7 พฤศจิกายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่กำกับดูแลภาคใต้ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้ว่า กระทรวงคมนาคม ภายใต้การกำกับดูแลของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมยืนยันเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการลงทุนด้านคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้ตามแผนงานที่กำหนดไว้ ทั้งโครงการรถไฟทางคู่ โครงข่ายถนน สะพาน และระบบขนส่งเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนามาอย่างยาวนาน พร้อมเร่งรัดโครงการที่มีความพร้อมให้เข้าสู่กระบวนการดำเนินงานโดยเร็ว เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นงานที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และต้องอาศัยระยะเวลาดำเนินการหลายปี ตั้งแต่การศึกษาออกแบบ การอนุมัติโครงการ การจัดหาแหล่งเงินลงทุน ตลอดจนการจัดซื้อจัดจ้างและก่อสร้าง ซึ่งทุกขั้นตอนต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความคุ้มค่าของงบประมาณ และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับในระยะยาว จึงไม่ใช่งานที่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จหรือเห็นผลได้ในทันที

“ถนนหนึ่งสายหรือรางรถไฟไม่สามารถสร้างให้เสร็จได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ สะพานหนึ่งแห่งก็เช่นเดียวกัน ยิ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนหลายพันล้านหรือหลายหมื่นล้านบาท ยิ่งต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบ แต่การที่โครงการต้องใช้เวลา ไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง สิ่งที่เราต้องทำคือเร่งรัดขั้นตอนที่สามารถดำเนินการได้ แก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรค และผลักดันโครงการที่ประชาชนรอคอยให้เดินหน้าต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม” นายสรรเพชญ กล่าว

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ นายสรรเพชญ ยืนยันว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าตามแผนที่กำหนดไว้ โดยปัจจุบันได้เปิดใช้งานรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม–ชุมพร ระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตรแล้ว ตั้งแต่ปี 2567 ขณะที่โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายโครงข่ายต่อเนื่องลงสู่ภาคใต้ตอนล่าง มีความก้าวหน้าสำคัญ หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 มีมติอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ จำนวน 3 ช่วง ระยะทางรวมประมาณ 504 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวม 106,798.32 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี ระยะทางประมาณ 168 กิโลเมตร วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท กรอบดำเนินโครงการปีงบประมาณ 2569–2575
2. ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทางประมาณ 291 กิโลเมตร วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท กรอบดำเนินโครงการปีงบประมาณ 2569–2576
3. ช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท กรอบดำเนินโครงการปีงบประมาณ 2569–2574

ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างเตรียมดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีเป้าหมายประกวดราคาและลงนามสัญญาภายในปี 2570 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างตามลำดับ และมีกรอบดำเนินโครงการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในปี 2576 ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด รวมถึงการแก้ไขข้อจำกัดด้านพื้นที่ การปรับรูปแบบโครงสร้างให้เหมาะสม และการป้องกันผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

นายสรรเพชญ กล่าวว่า นอกจากรถไฟทางคู่แล้ว กระทรวงคมนาคมยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้อีก 14 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 362,555 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงข่ายถนน ทางพิเศษ ระบบราง และระบบขนส่งรูปแบบต่าง ๆ อาทิ โครงการพัฒนาท่าเรือวงแหวนอันดามัน จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ โครงการถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย โครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่สงขลา และโครงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้ โดยแต่ละโครงการมีสถานะและความพร้อมแตกต่างกัน ทั้งอยู่ระหว่างศึกษา เตรียมเสนออนุมัติ และเตรียมดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะผลักดันตามลำดับความพร้อม พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาและข้อจำกัด เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

นายสรรเพชญ กล่าวอีกว่า ตัวอย่างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมและประชาชนจะได้เห็นการเริ่มดำเนินงานในระยะใกล้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมจังหวัดสงขลากับจังหวัดพัทลุง วงเงินก่อสร้างประมาณ 4,600 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ วงเงินก่อสร้างประมาณ 1,780 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองโครงการได้ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างแล้วเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และกรมทางหลวงชนบทมีแผนออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2569 โดยมีกรอบระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572

สำหรับสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา จะช่วยเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างจังหวัดสงขลากับพัทลุง ลดระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร และคาดว่าจะลดระยะเวลาเดินทางจากเกือบ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณ 15–30 นาที ขณะที่สะพานเชื่อมเกาะลันตาจะช่วยลดการพึ่งพาแพขนานยนต์ เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง การท่องเที่ยว การขนส่งสินค้า รวมถึงการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉิน

“สองโครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เรื่องที่ประชาชนเรียกร้องและรอคอยกันมานานสามารถผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าได้จริง แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องในการทำงาน ตั้งแต่การศึกษา การอนุมัติ จนมาถึงการลงนามสัญญาก่อสร้าง ต่อจากนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมที่จะต้องติดตามให้การก่อสร้างเป็นไปตามแผน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์โดยเร็วที่สุด” นายสรรเพชญ กล่าว

นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมเข้าใจดีว่าพี่น้องประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว และเราก็อยากให้ทุกโครงการเกิดขึ้นได้เร็วเช่นกัน แต่ต้องยอมรับว่างานคมนาคมเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินลงทุนจำนวนมาก สิ่งที่เรายืนยันได้ในวันนี้คือ เราจะเดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่อง โครงการใดได้รับอนุมัติแล้วก็ต้องเร่งดำเนินการ โครงการใดยังติดปัญหาก็ต้องเร่งแก้ไข และโครงการใดที่ประชาชนรอคอยมานาน ก็ต้องพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการ ไม่ใช่เพียงแผนงานหรือคำประกาศ แต่คือถนนที่ได้ใช้ สะพานที่ได้ข้าม และระบบขนส่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายสรรเพชญ กล่าว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ