เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 ส.ค. ที่ ห้องประชุม 10 – 01 ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ครั้งที่ 1/2569 พร้อมเปิดเผยก่อนเริ่มการประชุมว่า ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์คดีอุกฉกรรจ์ในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ จึงเป็นสาเหตุให้ต้องมีการตั้งคณะทำงานฯ เราจะได้มีการประชุมร่วมกันในครั้งถัดไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เราจึงต้องประชุมรายละเอียดเพื่อรายงานต่อคณะรัฐมนตรีให้รับทราบด้วย โดยเฉพาะประเด็นของการกระทำความผิดซ้ำในผู้พ้นโทษของคดีที่มีการไปก่อเหตุสะเทือนขวัญ (กรณีนายฑนา เกิดทอง หรือป๋อง) รวมทั้งกรณีการเสนออภัยโทษในส่วนของผู้ต้องขัง (นายเล่าต๋า แสนลี่) ที่ทำให้สังคมเกิดความไม่สบายใจ จึงเป็นที่มาของการประชุมหารือของคณะทำงานครั้งแรกในวันนี้
ภายหลังการประชุมผ่านไป 2 ชม. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้มีการประชุมสองส่วน ส่วนแรกคือการพิจารณาเรื่องของการอภัยโทษ ซึ่งกรมราชทัณฑ์รับผิดชอบ โดยในที่ประชุมก็ได้มีการพูดคุย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเหมือนกับกรณีของนายเล่าต๋า แสนลี่ ที่รับโทษจริงเพียงไม่กี่ปี จึงต้องมีการวางกรอบว่า ในกรณีหากผู้ต้องขังถูกศาลมีคำพิพากษาจำคุกกี่ปีก็ตาม หากจะต้องมีการลดโทษ ก็ต้องมีการกำหนดเลยว่าไม่ควรต่ำกว่าระยะเวลาเท่าใด หรือต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่ากี่ปี ตอนนี้เราจึงได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมารองรับเพื่อพิจารณาวางกฎเกณฑ์เลยว่า หากศาลพิพากษาโทษประหารชีวิต หรือศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ผู้ต้องขังจะต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่ากี่ปี เพื่อที่จะได้รับการพิจารณาปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด โดยเราจะดูรายละเอียดประกอบกันหลายส่วน ซึ่งถ้าสิ่งใดเกี่ยวข้องกับจำนวนผู้เสียหายด้วยนั้น เราก็ต้องมองในเรื่องนี้เป็นประเด็นหลักเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างกรณีข้อหาฉ้อโกงประชาชน หากศาลมีคำพิพากษาหนัก 4,000 กรรม เกณฑ์ควรเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งมันก็ต้องเอาคำนวณกับจำนวนผู้เสียหายด้วย เช่น หากมีผู้เสียหายเกิดขึ้นประมาณ 300-500 ราย และยังไม่ได้รับการชดใช้เยียวยา เราจะดำเนินการอย่างไร ไม่ใช่ว่าติดคุกมาเพียงไม่กี่ปีเมื่อพ้นโทษออกไปก็มีโทษตามมาเลย ขณะที่ส่วนที่สอง คือ การกระทำผิดซ้ำ หรือผู้ต้องขังตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือ กฎหมาย JSOC ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมคุมประพฤติ
เมื่อถามว่าทางกรมราชทัณฑ์และรัฐมนตรีฯ ยอมรับในความบกพร่องกรณีของนายเล่าต๋า แสนลี่ หรือไม่ หรือมีแนวทางแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง เพราะรัฐมนตรีเองก็ยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่มีการพิจารณาถูกต้องตามขั้นตอนของกฎกระทรวงนั้น พล.ต.ท.รุทธพล เผยว่า ยืนยันว่ามันไม่ใช่ข้อบกพร่อง แต่มันเป็นระเบียบที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม และการพิจารณาก็พิจารณาตามระเบียบที่กำหนดไว้ เพียงแต่เราเห็นว่าระเบียบที่ปฏิบัตินั้นมันมีช่องโหว่ตรงนี้ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่เจ้าหน้าที่มีการกระทำทุจริต หรือประพฤติมิชอบ แต่มันคือระเบียบที่มีการแก้ไขกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 แล้ว และเจ้าหน้าที่ก็ถือปฏิบัติตามนี้มา มีการลดโทษมา อีกทั้งยังมีเรื่องของเกณฑ์อายุของผู้ต้องขัง จึงทำให้เกิดการลดโทษที่มากขึ้น จนเป็นประเด็นตรงนี้ อย่างไรก็ดี หากจะถามว่าข้อบกพร่องตรงนี้เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่หรือไม่ เพราะถ้าหากเอาไปเปรียบเทียบในช่วงวันเวลาเดียวกันหรือในคดียาเสพติดเหมือนกัน หรือในกรณีที่มีจำนวนยาเสพติดน้อยกว่าของนายเล่าต๋า แต่กลับมีผลในระยะเวลาการคุมขังแตกต่างกันนั้น ตนยืนยันว่า มันไม่ใช่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ยังยืนยันว่ามันเป็นไปตามระเบียบ ว่าในห้วงเวลาหนึ่ง จะมีการใช้ระเบียบตัวใดในการลดโทษ ส่วนกรณีว่านายเล่าต๋า เหตุใดจึงได้อภัยโทษลดโทษมากกว่าผู้ต้องขังรายอื่น หรือมีการทำความดีขณะถูกคุมขังในเรือนจำอย่างไรนั้น ตนไม่สามารถตอบในเรื่องนี้ได้ เพราะมันเป็นเรื่องภายในระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์จะเป็นผู้ชี้แจง ซึ่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์จะรู้อยู่แล้วว่าในห้วงเวลาใด ยกตัวอย่างกรณีที่คนไปเปรียบเทียบนายเล่าต๋า กับแพทพาวเวอร์แพท ว่า ของกลางจำนวนเท่านี้ติดกี่ปี ในขณะที่กรณีของนายเล่าต๋า ในจำนวนของกลางเท่านี้ ทำไมติดเท่านี้ ตนก็ต้องบอกว่ามันเป็นระเบียบคนละตัว และเจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้ดุลพินิจในการตัดสินพิจารณา แต่ใช้กฎระเบียบ ในเวลานั้น ซึ่งมันเป็นคนละช่วงเวลากัน
ต่อข้อถามว่ามันเป็นช่องโหว่หรือไม่ที่มีการใช้ระเบียบคนละตัว ทั้งที่เป็นกลุ่มคดียาเสพติดเหมือนกัน แต่กลับมีมาตรฐานในเรื่องของการได้รับอภัยโทษลดโทษแตกต่างกันนั้น พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า มันคือคนละห้วงเวลากัน แม้จะเป็นระเบียบตัวเดียวกันก็ตาม แต่ในเรื่องของกฎกระทรวงที่ถูกใช้ในปี 2563 มันก็ไม่ใช่วันเวลาที่ตนและทีมงานทำงานอยู่ในตอนนั้น เราไม่ใช่คนไปแก้ไขระเบียบ แต่มันคือระเบียบที่มีการปฏิบัติและเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 2563 แล้ว ฉะนั้น การพิจารณาในหนึ่งคดีมันก็แตกต่างกันไปตามช่วงเวลา
เมื่อถามว่าข้อเท็จจริงก็คือนายเล่าต๋า แสนลี่ ได้ถูกคำพิพากษาศาลให้เข้าไปรับโทษจำคุกในตอนที่ตนเองมีวัยที่เกิน 70 ปี จึงเป็นเหตุผลว่านายเล่าต๋า เข้าเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษลงโทษ เนื่องด้วยอยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังสูงวัย จึงได้รับประโยชน์ตรงนี้ไปด้วย พล.ต.ท.รุทธพล ยอมรับว่าใช่ จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องมีคณะทำงานวันนี้ขึ้นมา เพื่อรับฟังและหารือในการจะแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ดังกล่าว ซึ่งข้อสรุปก็คือ โทษแต่ละโทษที่ศาลมีคำพิพากษาลงมาแล้ว จะต้องมีเกณฑ์และมีกรอบว่าผู้ต้องขังจะต้องได้รับโทษจริงมาไม่ต่ำกว่ากี่ปี ส่วนรายละเอียดว่าในคดีใดจะต้องรับโทษจริงมาไม่ต่ำกว่ากี่ปีนั้น ทางคณะทำงานย่อย จะเป็นผู้ไปพิจารณารายละเอียดเพื่อนำมาใช้หารือในการประชุมอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 24 ส.ค.69 เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่ละเอียด
เมื่อถามถึงกรณีว่าในต่างประเทศ ที่จะมีการงดเว้นในบางคดี อย่างเช่น คดีเกี่ยวกับความรุนแรง คดีความมั่นคง คดียาเสพติดรายใหญ่ ทางเราจะนำเอาแนวทางปฏิบัติมาพิจารณาด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ยอมรับว่ามีการยกมาหารือในที่ประชุมจริง โดยเรามีการเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ว่ามีเกณฑ์ใดที่จะใช้ในการพิจารณาลดโทษในรายคดีใดได้บ้าง ยกตัวอย่างกรณีคดีฉ้อโกงประชาชน ที่มีจำนวนผู้เสียหายเยอะ ๆ และไม่มีการชดใช้ ก็ทำให้ประชาชนผู้เสียหายเดือดร้อน เราจะมีมาตรการใดดำเนินการตรงนี้ได้บ้าง
เมื่อถามว่าคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องการ อภัยโทษของผู้ต้องขังในเรือนจำมีทั้งหมดกี่รายนั้น ตนจำไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องที่อยู่ในคำสั่งอยู่แล้ว ส่วนจำนวนเสียงที่ลงมติให้นายเล่าต๋า แสนลี่ ได้รับเสนอชื่อให้ได้พระราชทานอภัยโทษลดโทษในแต่ละครั้งที่ผ่านมานั้น ตนขออนุญาตให้ทางกรมราชทัณฑ์ไปตรวจสอบและทำการชี้แจงจะเป็นการดีกว่า
และเมื่อถามว่าหากหลังจากนี้ศาลได้มีคำพิพากษาในคดีให้ผู้ต้องขังรายใดต้องโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต จะต้องมีจำนวนปีที่เป็นเส้นตรงกลางเลยใช่หรือไม่ว่าผู้ต้องขังรายนั้นจะต้องรับโทษอย่างต่ำมาแล้วกี่ปีจึงได้รับการพิจารณาปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดได้ ซึ่งมันมีผลต่อการได้รับพิจารณาเสนอขอพระราชทานอภัยโทษลดโทษนั้น พล.ต.ท.รุทธพล ยอมรับว่าใช่ เพราะการแก้ไขกฎกระทรวงฯ กรณีการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด จะเป็นการอุดช่องโหว่ของการที่โทษสูง แล้วจะถูกจำกัดให้ได้รับการพิจารณาอภัยโทษลดโทษ เช่นถ้าหากผู้ต้องขังรายนั้นถูกคำพิพากษาศาลให้ประหารชีวิต ก็จะต้องรับโทษจำคุกมาไม่ต่ำกว่ากี่ปี หรือหากเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ก็จะต้องบัญญัติไว้เลยว่าผู้ต้องขังต้องรับโทษจำคุกมาไม่ต่ำกว่ากี่ปี จึงจะได้ปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด นี่คือเกณฑ์ที่เราจะแก้ไข ส่วนจะต้องมีศาลหรืออัยการมาพิจารณาร่วมด้วยหรือไม่ ในกรณีหากจะต้องมีการลดโทษแก่ผู้ต้องขังรายใดนั้น ยอมรับว่าเราต้องมีคณะทำงาน เพราะในรายละเอียดของการแก้ไขกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ก็จะต้องมีหลายหน่วยงานได้เข้ามาดูตรงนี้ด้วย
ขณะที่ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า หลักเกณฑ์ขั้นต่ำจำนวนปีที่ผู้ต้องขังในคดีอัตราโทษสูงหรือคดีร้ายแรง จะต้องรับโทษจำคุกจริงก่อนจะได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดนั้น จำนวนปีของการรับโทษจริงจะเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำตามสากล ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือของคณะทำงานอีกครั้ง ว่าจะได้บทสรุปจำนวนขั้นต่ำอย่างน้อยกี่ปี ในกรณีของนักโทษประหารชีวิต และนักโทษที่ศาลให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่งหากท้ายสุดแล้วสำเร็จลุล่วง ก็จะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานภายในที่ประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ว่า กรรมการที่ประชุมได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า กรณีหากผู้ต้องขังคดีใดที่ศาลมีคำพิพากษาโทษประหารชีวิต เมื่อต้องเข้าสู่เรือนจำ จะต้องรับโทษจำคุกมาไม่น้อยกว่า 25 ปี ก่อนจะได้เข้าสู่กระบวนการปรับเลื่อนชั้น ตามกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ขณะที่ผู้ต้องขังรายใดที่ศาลมีคำพิพากษาต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ก็จะต้องรับโทษจำคุกในเรือนจำมาไม่น้อยกว่า 20 ปี ก่อนจะได้รับการพิจารณาปรับเลื่อนชั้นนักโทษ ซึ่งมันเป็นสาระสำคัญตรงที่ว่า ชั้นของนักโทษเด็ดขาด ย่อมมีผลต่อการถูกเสนอชื่อพิจารณาได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ดังนั้น คณะทำงานจึงเห็นว่า กรณีที่ผู้นั้นต้องโทษในคดีอุกฉกรรจ์ คดีโทษสูง คดีร้ายแรง ย่อมมีความจำเป็นที่ควรรับโทษจำคุกมาในระยะเวลาดังกล่าวก่อน ก่อนที่จะได้ปรับเลื่อนชั้น เพื่ออุดช่องว่างไม่ให้ได้รับการอภัยโทษลดโทษ จนโทษเหลือน้อยกว่าที่ศาลมีคำสั่งพิพากษา หรืออาจส่งผลให้พ้นโทษเร็วกว่ากำหนดโทษนั่นเอง อย่างไรก็ดี กฎกระทรวงฉบับใหม่นี้จะไม่ได้ครอบคลุมถึงผู้ต้องขังในคดีทั่วไป ที่ไม่ได้โทษร้ายแรง หรือโทษสูง โดยถ้าหากเป็นผู้ต้องขังในคดีทั่วไป ก็ยังคงยึดในหลักเกณฑ์เดิม คือ เมื่อเข้าสู่เรือนจำแล้ว จะได้รับการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาด อยู่ในชั้นกลาง ซึ่งจะแตกต่างจากผู้ต้องขังในคดีโทษร้ายแรง โทษสูง คดีอุกฉกรรจ์ หรือคดียาเสพติดรายใหญ่ ที่เมื่อรับโทษมาถึงระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 20-25 ปีแล้ว จึงจะได้รับการถูกจัดให้อยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก เชื่อว่าจะมีผลอุดช่องโหว่กรณีแบบนายเล่าต๋า แสนลี่ และนายฑนา เกิดทอง หรือป๋อง ได้เป็นอย่างดี
สำหรับระเบียบวาระการประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญาและทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำครั้งที่ 1/2569 ประกอบด้วย วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ เกี่ยวกับหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เรื่องการป้องกันการกระทำผิดซ้ำและการบังคับโทษทางอาญา ส่วนระเบียบวาระที่ 2 เรื่องเพื่อทราบ ประกอบด้วย 1.แจ้งคำสั่งคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญาและทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ 2.หลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารโทษ กรณีผู้ต้องโทษประหารชีวิต และผู้ต้องโทษในคดีสำคัญอุกฉกรรจ์ หรือคดีที่มีผลกระทบและสร้างความสะเทือนขวัญต่อสังคม 3.การบังคับโทษตามกฏหมายภายหลังศาลมีคำพิพากษากรณีนายเล่าต๋า แสนลี่ 4.การวิเคราะห์ช่องว่างของ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือได้รับความรุนแรง พ.ศ. 2565 ในคดีฆาตกรรมชาวรัสเซีย 2 ราย ส่วนระเบียบวาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณา 1.แนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบในการบริหารโทษในคดีที่มีอัตราโทษสูงและมีผลกระทบและสร้างความสะเทือนขวัญต่อสังคม 2.แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือได้รับความรุนแรง พ.ศ. 2565 ให้มีความเข้มข้นเพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยในสังคม ทั้งนี้ รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมคณะทำงานฯ คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมกรมคุมประพฤติ นายพัสกร เพชรในหิน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ผู้แทนอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้แทนอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผอ.สำนักงานกิจการยุติธรรม พล.ต.ท.สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม พ.ต.อ.อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขาฯ รมว.ยุติธรรม พล.ต.อ.ปราบพาล มีมงคล ที่ปรึกษาของ รมว.ยุติธรรม พล.ต.ท.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ที่ปรึกษาของ รมว.ยุติธรรม พล.ต.ท.พีรวัส อินทร์กง ที่ปรึกษาของ รมว.ยุติธรรม พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ ที่ปรึกษาของ รมว.ยุติธรรม นายยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย น.ส.ขวัญชนก เทพวงค์ นิติกรชำนาญการพิเศษ แทน ผอ.กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์
อนึ่ง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญาและทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานคณะทำงาน ปลัดกระทรวงยุติธรรม รองประธานคณะทำงาน รองปลัดกระทรวงยุติธรรม คณะทำงาน อธิบดีกรมคุมประพฤติ คณะทำงาน อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ คณะทำงาน อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน คณะทำงาน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ คณะทำงาน ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม คณะทำงาน พล.ต.ท.สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คณะทำงาน พ.ต.อ.อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คณะทำงาน พล.ต.อ.ปราบพาล มีมงคล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คณะทำงาน พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ คณะทำงาน นายยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย คณะทำงาน ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม คณะทำงาน อธิบดีกรมราชทัณฑ์ คณะทำงานและเลขานุการ รองอธิบดีกรมกรมประพฤติที่ได้รับมอบหมาย คณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่ได้รับมอบหมาย คณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการคุมประพฤติ กรมคุมประพฤติ ผู้ช่วยเลขานุการ ผู้อำนวยการกองการเฝ้าระวังความปลอดภัยของสังคม กรมคุมประพฤติ ผู้ช่วยเลขานุการ ผู้อำนวยการกองทัณฑปฎิบัติ กรมราชทัณฑ์ ผู้ช่วยเลขานุการ เจ้าหน้าที่กรมกรมประพฤติที่ได้รับมอบหมาย เจ้าหน้าที่กรมที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ช่วยเลขานุการ เป็นต้น.
ที่มา: เดลินิวส์