โขลงช้างเขาสอยดาว 91 ตัว ถีบดินกลบคู บุกหมู่บ้าน ถูกไฟชอร์ตตาย 3 ตัว ชาวบ้านสุดทน รัฐค้างเยียวยากว่า 4 ล้าน

โขลงช้างเขาสอยดาว 91 ตัว ถีบดินกลบคู บุกหมู่บ้าน ถูกไฟชอร์ตตาย 3 ตัว ชาวบ้านสุดทน รัฐค้างเยียวยากว่า 4 ล้าน

โขลงช้างเขาสอยดาว 91 ตัว ถีบดินกลบคู-ดึงสลิงพังบุกหมู่บ้าน สลดถูกไฟชอร์ตตาย 3 ตัว ชาวบ้านสุดทน รัฐค้างเยียวยากว่า 4 ล้าน ชีวะภาพ จี้รัฐอุดหนุน โดรน-เสบียง ช่วยชุดผลักดัน

วันที่ 10 สิงหาคม นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้นายจิระศักดิ์ ชูความดี รองประธานคณะกรรมาธิการ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านทรัพยากรทางบก วุฒิสภา พร้อมด้วยนายโชคชัย กิตติธเนศวร รองประธานคณะกรรมาธิการ นายสุเทพ สังข์วิเศษ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายโชติชัย บัวดิษ ส.ว.ระยอง นำคณะลงพื้นที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จ.จันทบุรี เพื่อตามติดการทำงานของชุดเคลื่อนที่เร็วและผลักดันช้างป่า และ”เพิ่มพื้นที่ป่า-เพิ่มพื้นที่สีเขียว” โดยมีนายสราวุธ อุเทนรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 นายคนุพงษ์ งามเนตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว พร้อมด้วยตัวแทนชาวบ้านเครือข่ายผลักดันช้างเข้าร่วมชี้แจง

นายชีวะภาพ ระบุ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว มีพื้นที่กว่า 4.6 แสนไร่ แต่ปัจจุบันประสบปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่มากที่สุดในประเทศ ล่าสุดพบช้างออกนอกพื้นที่ถึง 91 ตัว ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลทับช้าง ซึ่งมีพื้นที่ตามมาตรา 121 (พื้นที่ราษฎรอาศัยอยู่) กว่า 8.1 หมื่นไร่ ซึ่งจากเก็บข้อมูลรอยช้าง และ Camera Trap ติดตามพฤติกรรมช้าง พบว่าช้างเริ่มออกหากินในช่วงหัวค่ำมากขึ้น

นอกจากนี้ยังพบปัญหาการเยียวยาความเสียหายจากช้างป่า ที่ปัจจุบันมีข้อจำกัดและขั้นตอนซับซ้อน ทำให้ล่าช้า เฉพาะที่เขาสอยดาว มียอดเงินรอเยียวยากว่า 4 ล้านบาท ขณะที่ชาวบ้านบางคนยังลักลอบต่อไฟฟ้า 220 โวลต์ ทำรั้วป้องกันช้าง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ช้างป่าตายไปแล้ว 3 ตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

น.ส.รสรินทร์ ชัยจีน สมาชิกสภาเทศบาลตำบลทับช้าง ผู้ออกผลักดันช้างทุกคืน สะท้อนความเดือดร้อนอย่างหนักว่า ปัจจุบันช้างป่าได้พังแนวเขตออกมาหากินในพื้นที่โฉนดของชาวบ้าน โดยเฉพาะในช่วงฤดูปลูกข้าวโพดซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดี ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันบ่อยครั้ง ทั้งบุกไปทำร้ายถึงในบ้าน หรือแม้แต่ตอนชาวบ้านออกไปกรีดยางช่วงกลางคืน บางครั้งแค่ชาวบ้านชะโงกหน้าดูช้างที่เดินผ่าน ก็ถูกงวงปัดจนได้รับอันตราย

“คูกันช้างที่เรามีก็เอาไม่อยู่ เพราะช้างฉลาดมาก เขาจะเดินตามรอยเดิม แล้วช่วยกันถีบดินลงคูให้ตื้นขึ้น ส่วนตัวแม่จะใช้งวงดึงเสาสลิงคูกันช้างจนพัง แล้วพากันดึงตัวอื่นๆ ขึ้นมาบุกสวนชาวบ้าน บางทีมาเป็นฝูง 30 ตัว หรือมาทุกวันวันละ 7-8 ตัว การผลักดันกลับก็แสนสาหัส เจ้าหน้าที่ป่าไม้มีกำลังน้อย ต้องอดหลับอดนอน 2-3 วันติดจนแทบไม่ไหว ชาวบ้านจึงต้องตั้งกลุ่มอาสาฯ มาช่วย แต่ช้างก็ดื้อแพ่ง หนีไปนอนแช่โคลน ไม่ยอมกลับเข้าป่า” น.ส.รสรินทร์ กล่าว

น.ส.รสรินทร์ กล่าวย้ำว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของทีมอาสาในตอนนี้คือ 1. ขาดแคลนอุปกรณ์สำคัญอย่าง “โดรน” ที่ใช้บินชี้เป้าหาจุดที่ช้างหลบซ่อน และ 2. ขาดแคลนงบประมาณ สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ไล่ช้าง เช่น ลูกปิงปองและเสบียงอาหาร จึงอยากวอนรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ตัวแทนชาวบ้านยังได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบผสมผสาน คือการปลูก “ต้นเต่ารั้ง” ซ้อนกันให้หนาประมาณ 3 ชั้น ไว้ด้านในคูกันช้าง เนื่องจากเป็นพืชที่ทนทาน ยิ่งช้างกินยิ่งแตกกอ และเมื่อต้นแก่จะมีลักษณะเป็น “หนาม” ที่สร้างความระคายเคืองให้กับช้างป่าเวลาเดินผ่าน ซึ่งจะกลายเป็นกำแพงธรรมชาติอีกชั้นที่ช่วยสกัดกั้นช้างไม่ให้ออกมาทำร้ายชาวบ้านได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ทางกรรมาธิการมีข้อสังเกตและเสนอแนะว่า ควรมีการศึกษาและปรับปรุง “แนวคอริดอร์” (Corridor) เนื่องจากช้างมักจะใช้เส้นทางเดินประจำ พร้อมเสนอแนวคิดในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่ตามมาตรา 121 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 7,000 แปลง เนื้อที่กว่า 80,000 ไร่ (เฉลี่ยครอบครองคนละ 10 ไร่) จากเดิมที่เน้นการทำเกษตรกรรมหรือปลูกทุเรียน ให้หันมาส่งเสริมอาชีพด้านการท่องเที่ยวในลักษณะ “ซาฟารี” แทน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิเศษในเขตอนุรักษ์ จึงควรส่งเสริมอาชีพที่สอดคล้องและเกื้อกูลกับทรัพยากรธรรมชาติ

นอกจากเรื่องการปรับเปลี่ยนอาชีพแล้ว คณะ กมธ. ยังได้จี้ถึงจุดอ่อนสำคัญคือ “ปัญหาการเยียวยา” ผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า โดยระบุว่า ต้องเร่งรัดและปรับปรุงระเบียบวิธีให้รวดเร็วกว่านี้ จากเดิมที่ชาวบ้านต้องรอนานร่วม 8 เดือนถึง 1 ปี ควรปรับให้จบและจ่ายเงินได้ภายในไม่เกิน 30 วัน

“คนที่มีเงินก็ไม่เป็นไร แต่พี่น้องชาวบ้านที่ประสบอุบัติเหตุส่วนใหญ่ลำบากกันทั้งนั้น รัฐต้องช่วยให้ทันใจ เป็นหน้าที่ของกรมอุทยานฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ ที่ต้องไปปรับปรุงระเบียบให้ทันเวลา และรวบรวมกระบวนงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อดูว่าจะสามารถเร่งรัดลดขั้นตอนตรงไหนได้บ้าง และเตรียมนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อรื้อกฎระเบียบให้รวดเร็วยิ่งขึ้นต่อไป”น.ส.รสรินทร์ กล่าว

ที่มา: มติชน