สหรัฐจ่อคว่ำบาตรอิหร่าน “หนักสุดในประวัติศาสตร์” ชวนจีนร่วมมือ

สหรัฐจ่อคว่ำบาตรอิหร่าน “หนักสุดในประวัติศาสตร์” ชวนจีนร่วมมือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ว่านายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.กระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน “ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์” พร้อมทั้ง “ขอความร่วมมือ” จากจีน ซึ่งพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียถึงราว 50% รัฐบาลปักกิ่งจึงควรร่วมมือกับสหรัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง

มาตรการดังกล่าวจะเป็น “หมัดหนึ่ง-หมัดสอง” ประกอบด้วย การปิดล้อมอิหร่านและมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันเชื่อมั่นว่า จะสร้างแรงกดดันจนรัฐบาลอิหร่านล่มสลาย โดยจะมีการประกาศรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง ในวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. นี้

Bessent: "I'm not sure why oil has popped up on this, because for now — and it's at the president's discretion — if we're doing the maximum economic pressure, then that means that likely there will not be a large scale kinetic restart. But I would emphasize that is for now …… pic.twitter.com/IYsWhsomgN

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เตือนประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือหรือ “มอบทางรอดทุกรูปแบบ” แก่อิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ “อย่างรุนแรง”

ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันออกแถลงการณ์ว่า มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันไม่ช่วยแก้ไขปัญหาระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน จีนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ และหาทางออกด้วยแนวทางการเมืองและการทูต

อนึ่ง ข้อมูลของบริษัทวิจัยตลาด เคปเลอร์ ระบุว่า จีนรับซื้อน้ำมันที่อิหร่านส่งออกมากกว่า 80% ของทั้งหมดในปี 2568 หากสหรัฐขยายมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจไปยังจีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของสหรัฐ และเป็นแหล่งแร่หายากที่สำคัญ แน่นอนว่า จะมีการตอบโต้จากรัฐบาลปักกิ่ง

ทั้งนี้ อิหร่านเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างหนักมานาน 47 ปี นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลาม เมื่อปี 2522นายอับบาส อารักชี รมว.กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า สหรัฐกำลังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของชาวอเมริกัน จากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการหันมากดดันอิหร่าน ซึ่งแน่นอนว่า อิหร่านจะไม่มีทางยอมจำนน.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ที่มา: เดลินิวส์