จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง อยู่ระหว่างเตรียมออกหมายเรียกพยานแก่ “ทนายเก่ง” สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน มาสอบสวนปากคำชี้แจงข้อเท็จจริง ที่พบพฤติกรรมเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งบริษัทนั้นไปจดทะเบียนมากกว่า 30 บริษัท อีกทั้ง 30 บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง เพียงถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ
มีรายงานว่า นายสมชาติ มีการถือหุ้น 99.99% ในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมีลักษณะมุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ดีเอสไอออกหมายเรียกแก่นายสมชาติ ให้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงในฐานะพยานกับคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง ในวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 69
เพจเฟซบุ๊กของนายสมชาติ ชื่อ “สมชาติ เตชถาวรเจริญ – สส.ภูเก็ต เขต 1 พรรคประชาชน” โพสต์ข้อความว่า “จากกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักกล่าวหาผมอย่างรุนแรงว่า ผมเป็นนอมินีให้กับคนต่างด้าว วันนี้ (20 ส.ค.) ผมจะเดินทางไปพบ DSI เพื่อแสดงตนด้วยความบริสุทธิ์ใจ พร้อมให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ รวมถึงแจ้งความประสงค์ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวจนสิ้นกระแสความอย่างเต็มที่ พร้อมมาทุกนัด เพราะถึงไม่นัด ผมก็มา
ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่ได้กระทำการอันใดตามที่ถูกกล่าวหา ผมเป็นนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท โดยหนึ่งในธุรกิจที่ผมได้มีการลงทุนและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาอันเกินเลยไปจากข้อเท็จจริงนี้ ได้แก่ ธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับการลงทุนและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ผมขอยืนยันว่า ในการดำเนินธุรกิจของผม ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวตารางมิลลิเมตรเดียวของแผ่นดินไทยที่ตกไปอยู่ในมือของคนต่างด้าว หรือถูกชาวต่างชาติใดๆ ฉกฉวยไปจากมือของคนไทย
และผมจะไม่มีวันดำเนินการใด ๆ ให้เกิดผลเช่นนั้นเป็นอันขาด ผมขอฝากทิ้งไว้ในส่วนท้ายว่า การเล่นการเมืองจนเกินขอบเขต ไม่ว่าจะสีใดก็ตาม หากก้าวล้ำเกินไปกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และล่วงล้ำเข้ามาในเขตแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมของปัจเจกชนเช่นผม ผมจะยืนหยัดสู้อย่างเต็มที่ด้วยกรอบและกระบวนวิธีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพราะหากแม้แต่จะปกป้องสิทธิของตนเองยังไม่ได้ คงมิกล้าที่จะอาสาเป็นผู้แทนของประชาชน และต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิและอำนาจอันสูงสุดของประชาชนต่ออำนาจมืดนอกกระดานใดๆ”
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ให้สัมภาษณ์ว่า หากนายสมชาติปกปิดทรัพย์สิน ป.ป.ช. ก็สามารถดำเนินการได้ ตรวจสอบความถูกต้องย้อนหลังได้ ส่วนเรื่องนอมินี ก่อนหน้านี้เราเคยมีการดำเนินการส่งเรื่องไปให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบ ผ่านทาง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ และสนับสนุนให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงของทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแจ้งกลับมาว่ามีเรื่องนอมินี เราไม่อยากให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นในพรรค แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และคณะว่า ได้เดินทางต่อไปเยือนนิวซีแลนด์ ต่อจากออสเตรเลีย โดยมีกำหนดการปฏิบัติภารกิจระหว่างวันที่ 20-22 ส.ค. สำหรับภารกิจในวันที่ 20 ส.ค. นายกฯ พบหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของนิวซีแลนด์ ได้แก่ Skyline Enterprises ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งผู้บริหาร Skyline Enterprises แสดงความสนใจต่อโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมองเห็นศักยภาพของตลาดและแหล่งท่องเที่ยวไทย รวมถึงโอกาสในการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว
จากนั้น นายกฯ หารือกับ T&G Global บริษัทเกษตรกรเจ้าของแบรนด์ผลไม้ ENVY นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ทั้ง T&G Global และ Skyline Enterprises ตัดสินใจจะเข้ามาลงทุนและมีพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยธุรกิจแรกคือการส่งออกผลไม้ และอีกธุรกิจเป็นประเภทความบันเทิงในลักษณะของสวนสนุกที่อยู่ในอาคาร บริษัทนำแบบแปลนมาให้ดูแล้ว กำลังเจรจากับหุ้นส่วนในไทย ยังต้องหาสถานที่
สำหรับธุรกิจส่งออกผลไม้ของ T&G Global จะเน้นที่แอปเปิล เขาเห็นว่าประเทศไทยมีทำเลที่ตั้ง ที่เหมาะสมในการเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอาเซียน อินเดีย และตะวันออกกลาง การลงทุนในเฟสแรก บริษัทจะเน้นการใช้ประเทศไทยเป็นฐานกระจายสินค้าที่มีปริมาณมากและมีความต้องการตลอดเวลาก่อน ส่วนในเฟสที่ 2 มีความสนใจที่จะนำเทคโนโลยีทางพันธุกรรมมาศึกษาว่าเกษตรกรไทยจะสามารถปลูกแอปเปิลเพื่อเป็นช่องทางเพิ่มผลผลิตได้หรือไม่
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้ว สว. ว่า พูดชัดเจนไปแล้ว ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับวุฒิสภา และฮั้ว สว. มองว่าถ้ามีการฮั้ว สว. จริง เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ตนไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ สิ่งที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่เกี่ยว ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปตอบ ยืนยันว่าเรื่องฮั้ว สว.ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะไม่ใช่เรื่องการทำงานของรัฐบาล หากเป็นการบริหารในภาพรวม ก็ยินดีที่จะตอบ
“รมต.ป้อม” ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า การอภิปรายน่าจะเกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล ของนายกฯ รองนายกฯ และรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง หากเป็นเรื่องฮั้ว สว. ประธานรัฐสภาจะบรรจุระเบียบวาระได้หรือไม่ ยืนยันไม่เกี่ยวกับอะไรที่เรียกว่าเป็นขบวนการต่างๆ
นายรังสิมันต์ โรม ตอบโต้นายกฯ ว่า “เชื่อจริงเหรอว่าฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ท่านคิดว่าท่านจะโกหกประชาชนเรื่องนี้ไปได้อีกเท่าไร เรื่องนี้มีการเปิดเผยข้อมูล มีบุคคลหลายบุคคล มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ใกล้ชิด ทำเป็นกระบวนการ จนคิดว่าอั้งยี่ซ่องโจรอาจจะเป็นข้อหาเล็กไปด้วยซ้ำ เรื่องนี้มีการขยายผลไปถึงว่ามีการอ้างเบื้องสูง เหตุใดกลุ่มคนรักสถาบันถึงดูเงียบกับเรื่องเหล่านี้ นายอนุทินนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ปกป้องหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่กลับปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่รับไม่ได้”
“สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวเรียกร้องให้ประชาชนออกมาช่วยกันกดดันให้ กกต. ส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา และยังฟ้องว่า มีการใช้ไอโอสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport แถมโจมตีผู้เห็นต่าง
ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร อนุ กมธ.ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างเหมาบริการ ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ งบดำเนินงาน งบเงินอุดหนุน และงบรายจ่ายอื่น เสนอรายงานการปรับลดตอนหนึ่งว่า ได้วงเงินพิจารณา 2.24 แสนล้านบาท ปรับลดชั้นอนุ กมธ. 3,200 ล้านบาท คิดเป็น 1.4%
พบว่า ตัดค่าปรับคดีคลองด่าน 3,000 ล้านบาท ส่วนอีก 200 ล้านบาทเป็นส่วนของเงินที่ตัดได้ เมื่อ กมธ.ซักถาม พบว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ขอ ตามที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหายใช้กับเอกชนหลักหมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
“รมต.แบต” ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า พบว่ามีการเร่งรัดบังคับคดีที่ศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 11 ส.ค. คพ. มีรองอธิบดีดำเนินการ ทำบันทึกปากคำที่ระบุว่าจะบังคับให้จ่ายเงินแบบไหน ช่วงเวลาเท่าใด งวดแรก ระบุว่าจะจ่ายในวันที่ 31 ส.ค. ใช้งบกลางปี 2569 งวดสอง จ่ายในวันที่ 1 พ.ย. ใช้งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 และ งวดสาม ใช้งบกลาง ปีงบประมาณปี 2570 จ่ายในวันที่ 1 เม.ย. 2570 ทราบว่าคดีนี้ยังไม่จบ และฟ้องร้องในศาลแพ่ง และ กมธ.ตัดได้โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กมธ. อภิปรายตอนหนึ่งด้วยว่า เป็นความไม่ชอบมาพากล เรื่องนี้เป็นงบหมื่นล้านบาทที่ควรให้รัฐมนตรีรับทราบ รอบปี 2569 ไม่มีการคัดค้าน แต่รอบนี้ กมธ.ใช้ความรอบคอบพิจารณา ตนเห็นว่า กมธ.ตัดได้ ไม่ถือเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ ต่อมา ที่ประชุม กมธ.ลงมติไม่พิจารณาตามคำขออุทธรณ์ของหน่วยงาน
นายภราดร กล่าวสรุปว่า หากมีเหตุให้บุคคลนำประเด็นฟ้องร้องต่อศาล งบ 3,000 ล้านบาท ส่วนดังกล่าวที่ตัดไป จะทำข้อสังเกตให้นำไปใส่ไว้ในงบกลาง และมีหมายเหตุว่าเป็นเงินที่จะใช้สำหรับคดีคลองด่าน หากมีคำพิพากษาถึงที่สุดที่รัฐต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับเอกชน จะได้นำเงินส่วนดังกล่าวไปชดใช้ ซึ่งไม่ถือว่ารัฐเบี้ยวหนี้ที่ต้องจ่ายตามคำพิพากษา
ปิดท้ายที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีการจัดประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช. ครั้งที่ 25/2569 โดย นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เป็นประธานการประชุม แต่ก็ล่มอีก น.ส.อรดา เทพยายน รักษาการรองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า จะจัดการประชุม กสทช. ในวันที่ 2, 3, 9, 10, 16, 17 และ 23 ก.ย. 69 จะจัดการประชุมอย่างเต็มที่ในทุกทางตามที่กฎหมายบัญญัติโดยเคร่งครัด.
ที่มา: เดลินิวส์