ยางคือชีวิต Lamborghini Fenomeno Roadster ใส่ยาง BRIDGESTONE POTENZA SPORT รุ่นพิเศษ

ยางคือชีวิต Lamborghini Fenomeno Roadster ใส่ยาง BRIDGESTONE POTENZA SPORT รุ่นพิเศษ

Bridgestone ได้รับเลือกเป็นพันธมิตรด้านเทคนิคอย่างเป็นทางการและผู้จัดหายางรถยนต์สำหรับซูเปอร์คาร์เปิดประทุนทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ รถคันนั้นก็คือ Lamborghini Fenomeno Roadster ถือเป็นความร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่าง Lamborghini และผู้พัฒนายางรถยนต์ให้กับแบรนด์กระทิงเปลี่ยวแต่เพียงผู้เดียวอย่าง Bridgestone โดยซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ได้รับการติดตั้งยาง BRIDGESTONE POTENZA ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อส่งมอบสมรรถนะในการขับขี่อย่างสูงสุดทั้งบนถนนและในสนามแข่งอย่างเต็มประสิทธิภาพ

Fenomeno Roadster เป็น Lamborghini เปิดประทุนรุ่นพิเศษที่มีแผนการผลิตตามออดอร์เพียง 15 คัน ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานผสม เครื่องยนต์เบนซิน V12 + ระบบปลั๊กอินไฮบริด กำลังรวมทั้งสองระบบ 1,080 แรงม้า ใช้ยาง BRIDGESTONE POTENZA SPORT ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถสปอร์ตสมรรถะสูงพิเศษ Ultra-High Performance เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับบนถนน ผสานสมรรถนะของตัวยางเมื่อใช้ความเร็ว สอดรับกับการตอบสนองของพวงมาลัยและความแม่นยำในการควบคุม

รายละเอียดและขนาดยาง

ล้อหน้า: ขนาด 265/30 ZRF21

ล้อหลัง: ขนาด 355/25 ZRF22

ตัวเลือกล้อ: รองรับขนาด 20 นิ้ว และ 21 นิ้ว

เทคโนโลยี Run Flat (RFT): เมื่อเกิดเหตุยางรั่วหรือสูญเสียลมยาง สามารถขับต่อได้ระยะทางสูงสุด 80 กิโลเมตร ที่ความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ยางรุ่นนี้พัฒนาและผลิตในประเทศอิตาลี โดยใช้เทคโนโลยี Virtual Tyre Development (VTD) ช่วยจำลองการพัฒนาผ่านระบบดิจิทัล พร้อมประทับตราสัญลักษณ์ Lamborghini บนแก้มยาง เพื่อแสดงถึงการพัฒนาร่วมกันเฉพาะรุ่น

ความร่วมมือระหว่าง บริดจสโตน และ ลัมโบร์กีนี ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 6 ปี นับตั้งแต่ Huracán STO ในปี 2021 รวมถึงรุ่น Revuelto, Temerario และ Fenomeno โดยบริดจสโตนยังได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการในงาน Lamborghini Arena 2026 ณ สนามอิมโอลา ประเทศอิตาลี.

Lamborghini Fenomeno เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated) ลากรอบได้สูง ด้วยระยะช่วงชักลูกสูบแบบ Oversquare (95 x 76.4 มม.) รอบเครื่องยนต์หมุนสูงสุดถึง 9,500 รอบ/นาที เฉพาะตัวเครื่องยนต์ สร้างกำลังได้ 835 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 725 นิวตัน-เมตร ด้านหน้าติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า Axial-Flux ระบายความร้อนด้วยน้ำมันจำนวน 2 ตัว ให้กำลังตัวละ 110 กิโลวัตต์ มีน้ำหนักเบาเพียง 18.5 กิโลกรัม ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่สามวางอยู่เหนือชุดเกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีดลูกใหม่ Lamborghini ได้จำกัดการจ่ายพลังงานไฟฟ้ารวมไว้ที่ 245 แรงม้า ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากำลังสูงสุดของมอเตอร์ทั้งสามตัวไม่ได้ปล่อยออกมาพร้อมกันทั้งหมด ณ จุดเดียว เพื่อบริหารจัดการพลังงานแบตเตอรี่และระบบความร้อน

เมื่อรวมทั้งระบบ จะให้กำลังสูงสุด 1,080 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 2.4 วินาที (คาดการณ์ 0–60 ไมล์/ชม. ในช่วง 2 วินาทีต้นๆ) และ 0–200 กม./ชม. ในเวลา 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุดทะลุ 350 กม./ชม. ขณะที่ระบบเบรกทำระยะหยุดรถจาก 100–0 กม./ชม. ได้ในระยะทางเพียง 30 เมตร

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 7 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ติดตั้งอยู่บริเวณอุโมงค์กลางลำตัว มอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังสามารถตัดการทำงานเพื่ออัดไฟกลับ (P2) หรือเชื่อมต่อผ่านระบบส่งกำลัง (P3) เพื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าบริสุทธิ์แบบขับเคลื่อนสี่ล้อในระยะทางสั้นๆ ได้ตามโหมดการขับขี่ที่เลือก มอเตอร์คู่หน้าทำหน้าที่กระจายแรงบิด (Torque Vectoring) และดึงพลังงานกลับจากการเบรก ส่วนเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 8 สปีด วางในแนวขวาง ซึ่งเป็นการจัดวางโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ให้กับแบตเตอรี่ และช่วยรักษาจุดศูนย์รวมมวลให้อยู่ตรงกลางลำตัว

Fenomeno ใช้โครงสร้างตัวถังแบบคาร์บอน "Monofuselage" เอกสิทธิ์ของแบรนด์ ผสมผสานระหว่างโครงสร้างอ่างคาร์บอนไฟเบอร์หลากหลายเทคโนโลยี เข้ากับโครงสร้างส่วนหน้าแบบ Forged Composite โดย Lamborghini ระบุอัตราส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าไว้ที่ 1.64 กก. ต่อ 1 แรงม้า เมื่อคำนวณดูแล้ว ตัวรถจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1,770 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าน่าทึ่งมากสำหรับไฮเปอร์คาร์ไฮบริด V12 พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

ระบบเบรก จานเบรกคาร์บอนเซรามิก CCM-R Plus ใช้โครงสร้างคาร์บอนเส้นใยยาวแบบ 3 มิติ พร้อมกรรมวิธีเคลือบผิวหน้าแบบพิเศษ เพื่อความเสถียร แรงดูดเบรก (Bite) และอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นการนำแนวคิดจากรถแข่งมาปรับใช้บนท้องถนน ขนาดจานเบรกด้านหน้าอยู่ที่ 420 x 40 มม. และด้านหลัง 410 x 32 มม. ทำงานร่วมกับระบบ Integrated Power Brake ซึ่งเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์วัดการเคลื่อนที่ 6 มิติ (6D Sensor) ที่ติดตั้งไว้ใกล้กับจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถ

เซ็นเซอร์ดังกล่าวจะส่งข้อมูลไปยังระบบประเมินสภาวะตัวรถ (Integrated Vehicle Estimator) ซึ่งใช้ระบบการกรองแบบ Kalman Filter ในการคาดการณ์การยึดเกาะและพฤติกรรมของรถแบบเรียลไทม์ ตัวควบคุมระบบเบรกสามารถลดระยะเบรกลงได้สูงสุดถึง 10% และเพิ่มเสถียรภาพขณะปีนเคิร์บหรือเบรกกลางโค้ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เจ้าของไฮเปอร์คาร์ทรง Longtail ระดับ 1,065 แรงม้ามีโอกาสได้สัมผัสอย่างแน่นอน

โช้คอัพสไตล์รถแข่งสามารถปรับตั้งค่าด้วยตนเอง เพื่อเซ็ตติ้งความสูงและฟีลลิ่งสำหรับการลงสนามแข่ง ซึ่งนั่นหมายความว่าการตั้งค่าให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรทำโดยช่างผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมือตั้งศูนย์ล้อและเครื่องชั่งน้ำหนัก ซึ่งไม่ใช่ข้อเสียสำหรับรถในเซกเมนต์นี้ แต่เป็นเรื่องปกติของรถแข่ง

Lamborghini วางตำแหน่ง Fenomeno ให้เป็นผลงานชิ้นเอกด้านการออกแบบ และงานอากาศพลศาสตร์ก็สนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเต็มที่ ด้านหน้าสร้างม่านอากาศ (Air Curtains) เพื่อลดกระแสลมหมุนวนบริเวณล้อและป้อนลมเข้าสู่หม้อน้ำ ระบบ S-Duct ช่วยเพิ่มแรงกด (Downforce) ด้านหน้า พร้อมลำเลียงกระแสลมผ่านช่องบนฝากระโปรงขึ้นสู่หลังคาทรงเว้า เพื่อส่งต่อไปยังช่องดักอากาศเครื่องยนต์และสปอยเลอร์หลังแบบปรับระดับได้ ซึ่งมีรูปทรงโดดเด่นคล้ายอักษรกรีก โอเมก้า (Ω) บานประตูออกแบบใหม่ จากแนวคิดท่อดักลม NACA เพื่อบีบกระแสลมเข้าสู่ช่องดักอากาศด้านข้างได้มากขึ้น โดย Lamborghini ระบุว่าประสิทธิภาพการระบายความร้อนด้านข้างดีขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับรุ่น V12 ที่ผลิตในสายการผลิตปกติ

ด้านหลังตัวรถ มีเส้นสายลากยาวเชื่อมต่อจากสปอยเลอร์ไปยังซุ้มล้อหลัง ล้อมกรอบชุดดิฟฟิวเซอร์และปลายท่อไอเสียทรงหกเหลี่ยม ไฟท้ายปรับสไตล์จากดีไซน์รูปตัว Y อันเป็นเอกลักษณ์ วางในแนวตั้งที่ด้านหลัง และคมกริบที่ด้านหน้า ให้ความรู้สึกดุดันและยาวแบบ Longtail โดยไม่ดูเกินจริง มีความอลังการแต่พื้นผิวตัวถังกลับดูสะอาดตากว่ารุ่นพิเศษในอดีต หากคุณชอบความเรียบหรู รถคันนี้อาจไม่ตอบโจทย์ แต่พื้นผิวตัวถังได้รับการจัดระเบียบมาอย่างประณีตเกินกว่าที่สเปกบนกระดาษจะบอกไว้

ล้อ ยาง และรายละเอียดสุดท้ายล้อฟอร์จแบบน็อตล็อกกึ่งกลาง (Single-nut) ขนาด 21 นิ้วในล้อหน้า และ 22 นิ้วในล้อหลัง มาพร้อมลวดลายสไตล์เทอร์ไบน์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการอุณหภูมิเบรกและกระแสลม บริดจสโตน เป็นผู้จัดหายาง POTENZA SPORT สเปกพิเศษ ขนาด 265/30 ZRF21 และ 355/25 ZRF22 พร้อมเทคโนโลยี Run-Flat (RFT) ที่ช่วยให้ขับต่อไปได้ด้วยความเร็วประมาณ 80 กม./ชม. เป็นระยะทางราว 80 กิโลเมตรหลังยางรั่ว นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกยาง Semi-slick ขนาด 20/21 นิ้ว สำหรับการลงสนามแข่งที่ยังคงถูกต้องตามกฎหมายจราจร โดยยางทั้งหมดได้รับการพัฒนาผ่านเทคโนโลยีการจำลองภาพเสมือนจริงของบริดจสโตน เพื่อลดขยะวัตถุดิบในกระบวนการพัฒนา.

อาคม รวมสุวรรณE-Mail chang.arcom@thairath.co.thFacebook https://www.facebook.com/chang.arcomhttps://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

ที่มา: ไทยรัฐ