กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช เตรียมความพร้อมเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเน้นย้ำให้เกษตรกรดำเนินการ 3 ขั้นตอนสำคัญ ตั้งแต่ตรวจสอบและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน ยื่นแบบคำร้องขอรับความช่วยเหลือ ตลอดจนติดตามผลการตรวจสอบและประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณา เพื่อรักษาสิทธิและลดปัญหาการตกหล่นจากมาตรการช่วยเหลือ
ขั้นตอนแรก ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน เกษตรกรควรขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัยพิบัติ เพื่อให้ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูก ชนิดพืช และรายละเอียดต่าง ๆ มีความถูกต้อง หากข้อมูลไม่เป็นปัจจุบันอาจส่งผลต่อการได้รับสิทธิช่วยเหลือ โดยสามารถติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือปรับปรุงข้อมูลผ่าน Farmbook Application ได้
ขั้นตอนที่สอง ยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือ (กษ 01) เมื่อเกิดภัยพิบัติ เกษตรกรต้องยื่นแบบคำร้องขอรับความช่วยเหลือ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มผ่านเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ ต้องมีผู้นำท้องถิ่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือนายกเทศมนตรี ลงนามรับรองความเสียหายก่อนยื่นคำร้อง
ส่วน ขั้นตอนที่สาม คือการร่วมประชาคมและติดตามผลการตรวจสอบ เกษตรกรควรติดตามรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบ ณ สถานที่ที่หน่วยงานกำหนด รวมถึงตรวจสอบข้อมูลการช่วยเหลือผ่านช่องทางของทางราชการ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลความเสียหายได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้อง
สำหรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช มีการกำหนดอัตราเงินช่วยเหลือตามประเภทพืช โดยข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่า ข้าวได้รับความช่วยเหลือ 1,340 บาทต่อไร่ พืชไร่และพืชผัก 1,980 บาทต่อไร่ และไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชอื่น ๆ 4,048 บาทต่อไร่ ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของทางราชการ
อย่างไรก็ตาม การได้รับความช่วยเหลือไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายทุกพื้นที่จะได้รับเงินโดยอัตโนมัติ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอนการตรวจสอบ และเงื่อนไขที่กำหนด โดยพื้นที่เสียหายต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือ และมีการตรวจสอบความเสียหายตามกระบวนการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญคือ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนก่อนเกิดภัยพิบัติ และการช่วยเหลือมีการกำหนดพื้นที่สูงสุดไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน ทั้งนี้ เกษตรกรควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการและสำนักงานเกษตรในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือการแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์
ท่ามกลางสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มสร้างความเสียหายต่อภาคการเกษตร การเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ “ทะเบียนเกษตรกร” เปรียบเสมือนกุญแจดอกแรกของการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ ขณะที่การยื่นเอกสารและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เกษตรกรรักษาสิทธิของตนเองได้อย่างครบถ้วน
กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอให้เกษตรกรหมั่นตรวจสอบข้อมูลทะเบียนให้ถูกต้อง เก็บหลักฐานการทำการเกษตรและความเสียหายไว้เป็นหลักฐาน และติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เมื่อเกิดภัยพิบัติสามารถเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
ที่มา: เดลินิวส์