โฆษก ปชป.เปิด 4 ชั้นขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น จี้ ป.ป.ช.-ดีเอสไอ ล่าถึง “ปลาตัวใหญ่” พร้อมเสนอคุ้มครองพยาน ชู “Southern Connext” พลิกเศรษฐกิจใต้ เตือนรัฐอย่าแบ่งงบตามสีการเมือง เล็งดัน”บังคับโทษตามจริง” ปม”เล่าต๋า” หวั่นกระบวนการลดโทษอยู่ในมือนักการเมือง
นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยระบุว่า ขณะนี้มีข้อมูลจากประชาชนจำนวนมากเกี่ยวกับขบวนการทุจริต และมีการประเมินวงเงินหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 4,500-5,000 ล้านบาท โดยประชาชนจำนวนหนึ่งไม่กล้าเข้าไปร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐโดยตรง เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย จึงนำข้อมูลและหลักฐานมาส่งให้พรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน กมธ.การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด กำลังติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับพบลักษณะขบวนการทุจริตเป็นระบบ แบ่งออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 ผู้จ่ายเงิน คือกลุ่มผู้สมัครที่ยอมจ่ายเงินเพื่อหวังให้มีการแก้ไขหรือปรับคะแนนสอบให้สอบผ่านชั้นที่ 2 นายหน้า ทำหน้าที่รวบรวมผู้ที่ต้องการสอบติด รับเงิน และประสานงานต่อ โดยมีการเปิดบัญชีร่วมกับผู้จ่ายเงิน วางเงินประกัน และเมื่อดำเนินการแก้คะแนนสำเร็จจึงยินยอมให้ถอนเงินและจ่ายเงินส่วนที่เหลือ ชั้นที่ 3 ข้าราชการและเจ้าหน้าที่คุมสอบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการสอบ รวมถึงการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนคะแนน และ ชั้นที่ 4 ซึ่งนายพงศกรมองว่าเป็นต้นตอสำคัญ คือกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการระดับสูง และนักการเมืองที่อาจอยู่เบื้องหลังและควบคุมกระบวนการทั้งหมด
นายพงศกร ยังตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการแต่งตั้ง คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่า หนึ่งในบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการเพิ่งถูกจับกุม ขณะที่กรรมการบางรายมีประวัติเคยถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่นในอดีต แม้บางคดีจะต่อสู้จนหลุดจากข้อกล่าวหา แต่ตั้งคำถามว่า ในช่วงเวลาที่มีการแต่งตั้ง เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ รัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบว่า ไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะเป็นผู้กำกับดูแลและสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ต้น
นายพงศกร กล่าวว่า หากการดำเนินคดีมุ่งเฉพาะผู้สมัครที่มีรายชื่อกว่า 5,900 ราย แต่ไม่สาวไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ตัวการใหญ่รอดพ้นจากความผิด เพราะถ้าวันนี้เราจับแค่คนที่มีรายชื่อกว่า 5,900 ราย สุดท้ายเราก็จับได้แค่ปลาตัวเล็กเอาไปสังเวย แล้วปล่อยให้ปลาตัวใหญ่ลอยนวล พร้อมเรียกร้องให้ ป.ป.ช. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เร่งขยายผลไปถึงผู้บงการ โดยเฉพาะหากพบว่ามีนักการเมืองระดับสูงเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ใช้มาตรการ กันบุคคลไว้เป็นพยานและคุ้มครองพยาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่นำข้อมูลมาเปิดเผยว่าจะไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือได้รับโทษหนักขึ้น พร้อมระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมช่วยปกป้องตัวตนของผู้ให้ข้อมูล
ส่วนในประเด็นการพัฒนาภาคใต้ นายพงศกร กล่าวถึงทิศทางของรัฐบาลที่เริ่มทบทวนโครงการ Land Bridge โดยเห็นว่าการทบทวนเรื่องความคุ้มทุนและความพร้อมถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่รัฐบาลควรมองการพัฒนาภาคใต้เป็นภาพรวม ไม่ควรพัฒนาเฉพาะโครงการหรือจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง พร้อมเสนอแนวคิด “Southern Connext” โครงข่ายคมนาคมกว่า 1,000 กิโลเมตร ประกอบด้วย มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ–นราธิวาส รถไฟทางคู่ระบบไฟฟ้าและ ICD กรุงเทพฯ–ปาดังเบซาร์ สะพานเชื่อมเกาะสมุย รถไฟสุราษฎร์ธานี–พังงา–ภูเก็ต ท่าเรืออ่าวไทย หรือ Gulf Gateway ท่าเรืออันดามัน เพื่อเชื่อมโยงการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าฮาลาลสู่ตลาดโลก
นายพงศกร ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากพัฒนาท่าเรือระนองโดยไม่มีการศึกษาตามเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน อาจมีข้อจำกัดด้านความคุ้มทุน เนื่องจากเส้นทางเดินเรือหลักของโลกส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบมะละกา ขณะที่ระนองเหมาะกับบทบาทท่าเรือป้อนสินค้าไปยังกลุ่มประเทศอ่าวเบงกอลมากกว่า โดยงบประมาณแผ่นดินไม่ใช่เค้กที่จะแบ่งให้เฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรครัฐบาลยกจังหวัด พร้อมยังเรียกร้องให้รัฐบาลมองภาพรวมและกระจายการพัฒนาไปยังทุกจังหวัดในภาคใต้อย่างทั่วถึง
ขณะอีกประเด็นที่นายพงศกรหยิบยกขึ้นมา คือกรณี “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตราชายาเสพติดรายใหญ่ โดยชี้ว่ากรณีดังกล่าวสะท้อนช่องโหว่ของกระบวนการลดโทษและพระราชทานอภัยโทษ นายพงศกร ระบุว่า แม้ศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่ผู้ต้องโทษได้รับการลดโทษและอภัยโทษหลายครั้ง จนถูกคุมขังจริงประมาณ 8-9 ปี ก่อนกลับคืนสู่สังคม
ทั้งนี้ เจ้าตัวมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะระบบราชทัณฑ์ แต่รวมถึงกระบวนการกำหนดหลักเกณฑ์และจัดทำบัญชีผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งฝ่ายบริหารและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีบทบาทในกระบวนการดังกล่าว
พรรคประชาธิปัตย์ จึงเตรียมพิจารณาผลักดันแนวคิด “Truth in Sentencing” หรือการบังคับโทษตามจริง โดยอ้างแนวทางของสหรัฐฯ และแคนาดาที่กำหนดให้ผู้กระทำผิดในคดีร้ายแรงต้องรับโทษจำคุกจริงในสัดส่วนสูงของโทษที่ศาลพิพากษา โดยตำรวจเสี่ยงตายจับ ศาลลงดาบพิพากษา สุดท้ายนักการเมืองไขประตูปล่อย เราต้องไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย พร้อมย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องการผลักดันกฎหมายเพื่อให้การลงโทษเป็นไปตามคำพิพากษาอย่างแท้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดภาพว่าผู้มีอำนาจทางการเมืองสามารถใช้กระบวนการลดหย่อนโทษเพื่อช่วยเหลือบุคคลบางกลุ่มได้
ที่มา: INN