“น่าน” สัญญาณเตือนรัฐบาล รับมือน้ำท่วมทั้งระบบทั่วประเทศ

“น่าน” สัญญาณเตือนรัฐบาล รับมือน้ำท่วมทั้งระบบทั่วประเทศ

เหตุการณ์ น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ซัดถล่ม อ.ปัว จ.น่าน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะช่วงหลัง ๆ มีเหตุน้ำท่วมแทบทุกปี แต่ที่ใหม่คือรูปแบบ เพราะน้ำท่วมครั้งนี้ เกิดจาก น้ำจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง และยาวนานหรือที่เรียกกันว่า “Rain Bomb” กลายเป็นมวลน้ำมหาศาล ไหลบ่าทะลักเข้าท่าม และไหลสู่พื้นที่ต่ำ หรือพื้นที่เมืองและชุมชนในทันที

เหตุการณ์ ที่จังหวัดน่าน ครั้งนี้ ไม่ต่างจาก “หาดใหญ่” เมื่อปลายปีก่อน เพราะเมื่อครั้ง”หาดใหญ่” เราได้พบกับคำศัพท์ใหม่ “Rain Bomb” เป็นครั้งแรก แต่จากจะเปรียบเทียบ ความเสียหาย ความรุนแรงของน้ำที่ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ รวมถึงความช่วยเหลือ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ผู้รับผิดชอบ จะเป็นรัฐบาลที่นำโดย “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล”เหมือนกันก็ตาม

เหตุการณ์” หาดใหญ่” นายกฯ ลงพื้นที่ในทันทีในวันแรก โชว์ผัดข้าวแจก ก่อนกลับขึ้นกรุงทพฯ แต่หลังจากนั้น น้ำท่วมหนักทันที หาดใหญ่จมอยู่ใต้บาดาล และสร้างความเสียหายอย่างหนัก จนถึงปัจจุบันนี้ การฟื้นฟู เยียวยา ยังไม่ครบถ้วน 100% ยังมีการทวงเงินกันอยู่เลย

ส่วนที่ จังหวัดน่าน “นายกฯ” อยู่ต่างประเทศ สั่งการ “รองฯยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ซึ่งปฏิบัติภาระกิจอยู่ที่ จังหวัดสุราษฏร์ธานี เปลี่ยนแผนไปลงพื้นที่ติดตามบริหารจัดการน้ำ และช่วยเหลือประชาชน โดยมีเสียงกำชับอีกว่าต้องไม่ซ้ำรอยหาดใหญ่ ซึ่งเราไม่ได้เห็นภาพของ “รองฯยศชนัน” ไปทำข้าวผัด หรือโชว์ฝีมือปรุงอาหารแจกชาวบ้านแต่อย่างใด กลับตรงกันข้าม มีการลุยไปดูในจุดเกิดเหตุ เรียกประชุมหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ อพยพประชาชน และเตรียมพร้อมรับมือมวลน้ำที่จะมาเพิ่มได้เป็นอย่างดี จนสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

จากเหตุการณ์น้ำท่วมน่าน โซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เกิดจาก ความเลินเล่อ ละเลย การตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะการลักลอบทำอย่างผิดกฎหมาย ตลอดจนขาดการเตรียมการรับมือภัยพิบัติ ทั้งที่ทราบล่วงหน้าว่า จะเกิดและเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล

แต่ “เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กลับเห็นต่าง พร้อมกับชี้แจงว่า เป็นปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่ ตามสภาพความผันผวนของโลก นั่นคือฝนตกหนักมากเฉพาะจุดเป็นเวลานาน หรือ “RAIN BOMB” จะโทษการตัดไม้ทำลายป่าอย่างเดียวไม่ได้ เพราะ จ.น่าน มีพื้นที่ป่า มากเป็นอันดับ 7 ของประเทศ

ด้าน “ฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ” ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.กลับย้ำว่า ไม่ใช่ “RAIN BOMB” แต่เป็นผลจากร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านภาคเหนือ ทำให้เกิดแนวปะทะ และฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ บริเวณดอยภูคาปริมาณมากกว่า 238 มม.ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ใน อ.ปัว จะเห็นได้ว่า สาเหตุที่แท้จริง หรือข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่ตรงกัน

ส่วนคำถามต่อมา คือเรื่องของการเตือนภัย พบว่า “กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย”เตือนแล้ว จะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายจังหวัดภาคเหนือ ระหว่าง 18-21 สค.แต่เป็นการแจ้งเตือนในวงกว้าง ไม่มีแผนเตรียมการรับมือ กระทั่งฝนตกหนักมาก และต่อเนื่อง จึงมีการส่งข้อความสั้นเตือนภัย ผ่าน Cell Broadcast แต่ก็ช้าเกินไป เพราะส่งตอนกลางคืน ที่มีฝนตกหนัก และเช้าตรู่ก็เกิดน้ำท่วม อ.ปัว และ อ.ท่าวังผา ทันที

ทั้งหมดนี้ คือสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลว่า จากเหตุการณ์หาดใหญ่ เมื่อปลายปีกอน จนถึงวันนี้ รัฐบาลของ”นายกฯอนุทิน” ซึ่งกำกับดูแล กระทรวงมหาดไทยด้วย มี กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย รับผิดชอบในการช่วยเหลือประชาชนประสบภัยพิบัติโดยตรง มี “มท.3 เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” กำกับดูแล, มี”รองนายกฯทรงศักดิ์ ทองศรี”กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, มีกรมชลประทาน ที่อยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรฯและสหกรณ์ รวมถึง กรมอุตุนิยมวิทยา ที่อยู่กับกระทรงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ของรัฐมนตรีไชยชนก ชิดชอบ มีความพร้อมในทุกๆด้าน ที่จะบูรณาการร่วมกัน ในการรับมืออุทกภัยที่จะมาเยือนหลังจากนี้หรือยัง “น่าน” คือจุดแรก หลังจากนี้ จะมีอีกกี่พื้นที่ ต้องประสบกับภับพิบัติน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และต้องไม่ลืมว่า นี่คือฤดูฝนปกติในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง เท่านั้น ยังไม่ถึงหน้ามรสุมของภาคใต้ รัฐบาลพร้อมแล้วหรือยัง ที่จะไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยหาดใหญ่ เหมือนปี 2568..

ที่มา: INN