“ณัฐพงษ์” ชี้ประชาชนพร้อมจ่ายสวัสดิการ สส. หากทำงานคุ้มภาษี ขณะ เดินหน้าสอบ “TH-AI Passport” ต่อ จี้ตรวจล็อกสเปก–แฝงฮั้วประมูล เตือนประชาชนอ่าน TOR ก่อนลงทะเบียน หวั่นผู้ให้บริการรู้ตัวตนและคำสั่งที่ใช้งาน
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เสนอของบประมาณ 600 ล้านบาท เข้ากองทุนบำนาญ สส. โดยมองว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงเรื่องสวัสดิการของ สส. แต่คือการเห็นผู้ที่ทำงานด้วยเงินภาษีประชาชนทำหน้าที่อย่างคุ้มค่า พร้อมมองว่า ประชาชนยินดีจ่ายสวัสดิการให้ สส. หากเห็นว่านักการเมืองสามารถทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เป็นปากเสียงให้ประชาชน ทำงานอย่างตรงไปตรงมา และมีความกล้าหาญทางการเมืองในการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่สาเหตุที่เรื่องกองทุนหรือสวัสดิการของ สส. ถูกตั้งคำถาม ส่วนหนึ่งมาจาก ความไม่เชื่อมั่นต่อนักการเมือง ทั้งนี้ ไม่ควรออกแบบระบบโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่านักการเมืองทุกคนเป็น “คนดี” แต่ควรสร้างระบบที่ทำให้คนธรรมดาซึ่งไม่ได้เกิดมาร่ำรวยหรือมาจากตระกูลการเมือง สามารถเข้ามาทำงานการเมืองได้ โดยไม่ต้องหาช่องทางหารายได้จากเงินทอนหรือเงินสีเทาเพื่อนำมาใช้ทำพื้นที่ ดังนั้น หากสามารถออกแบบสวัสดิการที่ทำให้ สส. มีความพร้อมในการทำงานอย่างเพียงพอ และประชาชนเห็นว่านักการเมืองทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ปัญหาความกังวลเรื่องสวัสดิการก็จะลดลง
ส่วนกรณีโครงการ TH-AI Passport ซึ่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า จะเดินหน้าโครงการต่อ และไม่กังวลเรื่องการถูกดำเนินคดีตามมาตรา 157 นายณัฐพงษ์ระบุว่า ฝ่ายค้านกำลังเตรียมคำร้องเพื่อยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ โดยมี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้ดำเนินการหลัก รวมถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า แม้รัฐบาลจะมีอำนาจในการเดินหน้าโครงการ แต่ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ และพร้อมส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ส่วนประเด็นการดำเนินโครงการที่อาจขัดกับ TOR นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ฝ่ายค้านได้รับ มีข้อบ่งชี้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีการล็อกสเปก
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังพบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครือข่ายบริษัทที่เข้ามารับงาน TH-AI Passport ว่า มีบริษัทในเครือข่ายเดียวกันไปรับงานภาครัฐในกระทรวงอื่นด้วย และบางโครงการมีรูปแบบการเสนอราคาและการประมูลที่ฝ่ายค้านมองว่า มีลักษณะน่าสงสัยและอาจเข้าข่ายฮั้วประมูลหรือล็อกสเปก โดยประเด็นดังกล่าวต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อไป
สำหรับประเด็นที่นายณัฐพงษ์แสดงความกังวลเป็นพิเศษ คือเรื่อง ความเป็นส่วนตัวและการจัดการข้อมูลของผู้ใช้งาน แม้กระทรวงดีอีจะยืนยันว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ แต่หัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่า ประชาชนควรพิจารณาข้อมูลด้วยตัวเอง โดยเฉพาะรายละเอียดที่ระบุอยู่ใน TOR จึงตั้งข้อสังเกตว่า ตามข้อกำหนดใน TOR มีรายละเอียดที่ทำให้เห็นว่า การลงทะเบียนและการใช้ AI ทั้งฝั่งภาครัฐหรือผู้ให้บริการ สามารถทำให้ผู้ให้บริการทราบได้ว่าใครเข้ามาใช้งาน และมีการใช้คำสั่งอะไรบ้าง และขอฝากถึงประชาชนที่กำลังจะลงทะเบียนว่า ควรตระหนักถึงรายละเอียดดังกล่าว และพิจารณาว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่นำเข้าไปใช้บริการจะได้รับการรักษาความลับในระดับใด
ขณะกรณียอดลงทะเบียน TH-AI Passport อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคน จากเป้าหมาย 5 ล้านคน นายณัฐพงษ์ มองว่า จำนวนผู้ลงทะเบียนควรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการถามว่า โครงการสามารถสร้างประโยชน์จาก AI ได้มากเพียงใด โดยฝ่ายค้านเห็นด้วยกับแนวคิดการยกระดับทักษะและการใช้งาน AI ของคนไทย แต่เห็นว่า การนำ AI มาใช้ควรมากกว่าการสร้างความรู้หรือให้ประชาชนทดลองใช้ Promptตัวอย่างเช่น การนำ AI ไปใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ ตรวจสอบการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ วิเคราะห์เครือข่ายการทุจริต และตรวจสอบการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น
นายณัฐพงษ์ ชี้ว่า ปัจจุบันภาคประชาชนและภาคประชาสังคมสามารถนำ AI มาพัฒนาเว็บไซต์หรือระบบเปิดเผยข้อมูลเพื่อตรวจสอบการทุจริตได้ด้วยตัวเองแล้ว ดังนั้น หากรัฐบาลนำ งบประมาณและอำนาจของรัฐ มาใช้ AI ในการตรวจสอบการทุจริตอย่างจริงจัง ก็น่าจะสร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนผู้ใช้เพียงอย่างเดียว
ที่มา: INN