เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่โอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นภารกิจวันสุดท้ายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โดยนายกฯได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้ ว่า คณะได้เริ่มเดินทางจากนครซิดนีย์ สู่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้มีโอกาสไปเยือนวัดไทยและพบปะชุมชนที่นั่น และได้เข้าพบทั้งผู้ว่าการรัฐและนายกรัฐมนตรี ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างไทย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก โดยได้มีการวางกลยุทธ์และลงนามข้อตกลง (MOU) เพื่อยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการค้า เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และการลงทุน โดยจะมีการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) อย่างเต็มรูปแบบ
นายกฯ กล่าวอีกว่า มิติของความมั่นคง ยืนยันว่า สถานการณ์ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวชายแดนกัมพูชา สระแก้ว ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี จันทบุรี ตราด ล้วนมีความสงบเรียบร้อย ไม่มีการปะทะทางทหารใดๆ สำหรับประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชานั้น รัฐบาลได้ใช้นโยบาย “โฮลไว้ก่อน” (ชะลอการเจรจาข้อพิพาท) เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และมุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ส่วนประเด็นความไม่สงบใน เมียนมา รัฐบาลยืนยันว่า ไม่สนับสนุนให้ชนกลุ่มน้อยใช้อาวุธหรือใช้พื้นที่ชายแดนสร้างผลกระทบต่อไทย โดยไทยกำลังทำงานร่วมกับอาเซียนอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาต่างๆที่ตามมา เช่น ปัญหายาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการบริหารจัดการพลังงานก๊าซธรรมชาติเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ
นายกฯ ได้กล่าวถึงมิติทางเศรษฐกิจว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นบวกอย่างชัดเจน เพื่อตอกย้ำเสถียรภาพของรัฐบาล ปัจจุบันตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เติบโตขึ้นเกือบ 100% ขณะที่การส่งออกขยายตัวถึง 20% ประกอบกับค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพ ตลาดหลักทรัพย์ที่แข็งแกร่ง และความน่าเชื่อถือของประเทศที่อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม
ในช่วงท้าย นายกฯ ได้กล่าวยกย่องคนไทยในต่างแดนทุกคนไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด เช่น เจ้าของร้านอาหารไทย หรือเชฟ ว่า ทุกคนเปรียบเสมือนเอกอัครราชทูตหรือทูตวัฒนธรรม ที่ช่วยสร้างชื่อเสียง สร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดชาวต่างชาติให้สนใจประเทศไทย พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุน และรับฟังทุกปัญหาอย่างเต็มที่ และขอให้ทุกคนรอข่าวดีในเร็วๆนี้เกี่ยวกับการที่สายการบินไทยมีแผนจะกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ อีกครั้ง
ที่มา: เดลินิวส์